เลือกตั้งและการเมือง
“ชัชชาติ” เปิดตัวทีมบริหาร “ต่อศักดิ์” นั่งที่ปรึกษาฯ ยันไร้ระบบอากง ขีดเส้น 100 วันเห็นผลนโยบาย
2 ชั่วโมงที่แล้ว
261 views
“ชัชชาติ” ผู้ว่าฯ กทม. สมัย 2 เปิดตัวทีมบริหาร “ต่อศักดิ์” นั่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงคนรุ่นใหม่เสริมทัพ ยันไร้ระบบอากง ขีดเส้น 100 วันแรก ต้องเห็นผลงาน 261 นโยบาย ยกการปราบทุจริตเป็นนโยบายอันดับ 1 ที่จะทำและอยากยกเป็นวาระแห่งชาติ
บรรยากาศการปฏิบัติหน้าที่วันแรกในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่สองของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยได้มีการเปิดตัวคณะผู้บริหารชุดใหม่เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งประกอบด้วย รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล, รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีนายคุณานพ เลิศไพรวัลย์ เป็นเลขาธิการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยทีมผู้ช่วยเลขาธิการ ได้แก่ นายสิทธิชัย อรัณยกานนท์, นายยุทธนา ปัญจธนศักดิ์, น.ส.ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ และ น.ส.นริศรา สื่อไพศาล
ขณะที่คณะที่ปรึกษา นำโดย นายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขยับขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษา ร่วมด้วย พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี, ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร, พล.อ.อ.นพ.ทวีพงษ์ ปาจรีย์, ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์, นายเอกวรัญญู อัมระปาล, น.ส.ดนุดา จิวจินดา, น.ส.ลัพธวรรณ ลีรพงษ์กุล และนายณัฐพัชร ทวีวรรณบูลย์ โดย นายต่อศักดิ์ โชติมงคล นั่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ เช่นเดียวกับ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์
ซึ่งการจัดทัพในครั้งนี้เป็นการผสมผสานจุดแข็งระหว่างผู้บริหารระดับอาวุโสที่มากประสบการณ์ เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อร่วมกันแปรเปลี่ยนนโยบายทั้ง 261 ข้อ ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติงานและตัวชี้วัดที่ชัดเจนภายใน 2-3 วัน เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้าง กทม. กว่า 70,000 คน ทราบถึงทิศทางและหน้าที่รับผิดชอบอย่างแน่ชัด โดยมุ่งเน้นการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญเพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นในวาระใหม่นี้
สำหรับแผนปฏิบัติงานเร่งด่วนในช่วง 100 วันแรกนั้น ครอบคลุมการยกระดับคุณภาพชีวิตรอบด้าน โดยในมิติความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล จะมีการออกคำสั่งให้อัปเดตการเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากจมูกอิเล็กทรอนิกส์ที่ศูนย์กำจัดขยะอ่อนนุช เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานการณ์ฝุ่นและกลิ่นเหม็น รวมถึงพัฒนาระบบ Traffy Fondue ให้ทำงานเชิงรุก โดยประชาชนจะสามารถติดตามความคืบหน้าการสอบสวนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันได้ ทางด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต มีการออกระเบียบสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กของเอกชน ปรับขีดความสามารถของศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อรองรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่เพิ่มขึ้น 1,300,000 คน และพัฒนาระบบแอปพลิเคชัน หมอ กทม. โดยตั้งเป้าให้ผู้ป่วยที่นัดหมายใช้เวลารอคอยไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ขณะที่มิติด้านสิ่งแวดล้อม ได้ตั้งเป้าปลูกต้นไม้เพิ่มเติมอย่างน้อย 100,000 ต้น พร้อมตั้งศูนย์จัดการการเผาแบบครบวงจรเพื่อรับมือฤดูฝุ่น และขยายพื้นที่จำกัดการปล่อยมลพิษให้ครอบคลุมรถกระบะและรถ 4 ล้อ นอกเหนือจากนี้ ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการแก้ปัญหาน้ำท่วม จะมีการเพิ่มระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะอีก 10 ทางแยก ปรับปรุงป้ายรถเมล์ 300 จุด แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มอีก 100 จุด จากทั้งหมด 737 จุด และเร่งเตรียมความพร้อมอุโมงค์ระบายน้ำคลองประเวศบุรีรมย์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเขตลาดกระบัง ส่วนในด้านกฎหมายและระเบียบเมือง จะมีการเสนอข้อบัญญัติต่างๆ เข้าสู่สภา กทม. อาทิ การปรับปรุงอาคารเก่า การสนับสนุนโรงเรียนผู้สูงอายุ การจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับคนไร้บ้าน การจัดการขยะต้นทาง รวมถึงเร่งประชุมคณะกรรมการหาบเร่แผงลอยเพื่อกำหนดจุดผ่อนผันที่เหมาะสม โดยย้ำว่าทั้ง 261 โครงการจะต้องมีผลงานความคืบหน้าให้เห็นภายใน 100 วัน
นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนในประเด็นสำคัญต่างๆ โดยประกาศให้การปราบปรามการทุจริตเป็นนโยบายอันดับ 1 และเป็นวาระแห่งชาติ โดยย้ำว่าจะต้องไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง การเลื่อนขั้นต้องมาจากความสามารถและการรับใช้ประชาชนเท่านั้น หากใครมีประวัติไม่โปร่งใสจะหมดสิทธิ์เลื่อนตำแหน่งอย่างเด็ดขาด สำหรับปัญหาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งเป็นภาระหนักของ กทม. เนื่องจากต้องนำเงินงบประมาณไปอุดหนุนค่าจ้างเดินรถที่ขาดทุนปีละเกือบ 5,000 ล้านบาทนั้น แม้สัมปทานส่วนไข่แดงจะกลับมาเป็นของ กทม. ในปี 2572 แต่เนื่องจากมีการทำสัญญาจ้างเดินรถล่วงหน้าไปจนถึงปี 2585 แล้ว ปัจจุบัน กทม. จึงอยู่ระหว่างการเจรจาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ โดยมีเป้าหมายที่จะต่อรองค่าจ้างเดินรถให้ถูกลง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายลดค่าโดยสารของรัฐบาล
ในส่วนของผังเมืองใหม่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น 60 วัน ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง คาดว่าจะสามารถนำเข้าสภา กทม. ได้ภายในต้นปีหน้า ส่วนโครงการย้ายศาลาว่าการ กทม. ไปยังดินแดง จะใช้วิธีทยอยย้ายและเปิดพื้นที่บางส่วนให้ประชาชนใช้งานก่อน เนื่องจากตึกฝั่งดินแดงยังมีความไม่พร้อมด้านระบบลิฟต์และระบบอัคคีภัย ขณะที่โครงการสะพานข้ามแม่น้ำสำหรับคนเดินและจักรยาน ได้มอบหมายให้ไปทบทวนข้อกฎหมาย การออกแบบ การทำ EIA และรับฟังเสียงจากประชาชนเพื่อเดินหน้าโครงการต่อ
ทั้งนี้ นายชัชชาติ ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับ ส.ก. ทุกท่านไม่ว่าจะมาจากพรรคใด โดยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และไม่รู้สึกกังวลกับอาถรรพ์ผู้ว่าฯ สมัยที่สอง โดยจะตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับโครงสร้างใหญ่และฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มผลผลิตในการนำพากรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็นเมืองชั้นนำระดับโลกที่น่าอยู่สำหรับทุกคน และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดจนนักลงทุนเสมือนเพื่อนและครอบครัว
แท็กที่เกี่ยวข้อง ชัชชาติ ,ผู้ว่ากทม ,ระบบอากง ,ต่อศักดิ์โชติมงคล