เลือกตั้งและการเมือง

“พนิดา” ลั่น อำมหิตสิ้นดี ร่างนิรโทษกรรม ตัดโอกาสเยาวชน-สร้างบาดแผลใหม่ให้สังคมไทย

2 ชั่วโมงที่แล้ว

28 views

“พนิดา” ลั่นอำมหิตสิ้นดี ร่างนิรโทษกรรม ตัดโอกาสเยาวชน-สร้างบาดแผลใหม่ให้สังคมไทย ถามปิดประตูใส่เยาวชน แล้วจะสร้างความปรองดองได้อย่างไร

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข ว่า ในฐานะที่ตนเป็นกมธ.วิสามัญฯ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อได้อ่านข้อความที่สว.แก้ไขแล้ว ตนรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะการแก้ไขครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ไม่ช่วยสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่กลับทำให้กฎหมายฉบับนี้สูญเสียเจตนารมณ์สำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรพยายามวางหลักไว้ตั้งแต่ต้น ในมาตรา 11 เดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นิรโทษกรรมเด็กและเยาวชน แต่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัว แทนการเดินหน้าคดีอาญาจนติดตัวไปตลอดชีวิต แม้ว่าตนจะไม่เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมากในหลายประเด็น โดยเฉพาะความเห็นที่เชื่อว่ามาตรานี้จะช่วยเยาวชนในคดีมาตรา 112 ได้ เพราะในความเห็นของตน กลไกดังกล่าวมีอยู่แล้วในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว แต่เมื่อที่ประชุมมีมติเช่นนั้น ตนก็เคารพเสียงข้างมาก เพราะอย่างน้อยที่สุด มาตรานี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า รัฐสภาเลือกให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเด็กมากกว่าการลงโทษ จองจำเด็ก แต่สิ่งที่ สว. แก้ไขกลับมานั้นเป็นการตัดหัวใจของมาตรานี้ทิ้งไปทั้งหมด

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของมาตรานี้คือ เด็กและเยาวชนที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม เพราะติดล้อคคดีอาญามาตรา 112 ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตามกฎหมายหลักได้ แต่ถ้อยคำที่ สว.เพิ่มเข้ามาว่า ความในวรรค 1 ไม่ใช่บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตนจึงไม่เข้าใจว่า เหตุใด สว. จึงมองว่าการปิดช่องทางการฟื้นฟูเด็กจะนำไปสู่สังคมสันติสุขได้อย่างไร ฉะนั้น จึงขอฝากคำถามไปยัง สว. ว่า ท่านกังวลอะไรกับการเปิดโอกาสให้ศาลเยาวชนใช้เครื่องมือที่กฎหมายมีอยู่แล้ว และการที่ท่านเขียนล็อกไว้เช่นนี้ ก็อาจมีความเสี่ยงต่อกลไกกระบวนการฟื้นฟูตามสิทธิปกติของเด็กและเยาวชนด้วย หากถูกตีความว่าไปขัดหรือแย้งกับข้อกฎหมายหลักที่มีอยู่แล้ว เช่น พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฉะนั้น ข้อแก้ไขของ สว.นั้นจึงน่าผิดหวังอย่างยิ่ง โหดร้ายเกินกว่าที่สังคมควรปฏิบัติต่อเด็ก แม้ช่องทางเล็กๆ ที่จะพอเป็นไปได้ สว.ก็ไม่ยอม

น.ส.พนิดา กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันว่า แม้กมธ.จะเห็นต่างกันอย่างมากในเรื่องมาตรา 112 แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันคือ เด็กไม่ควรต้องแบกรับผลของความขัดแย้งทางการเมืองของผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้ตนมีความกังวลคือท่าทีของหลายๆ พรรคที่ออกมาแสดงจุดยืนว่าจะโหวตเห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. เหมือนว่าท่านกำลังจะเลือกปล่อยอดีต แต่ขังอนาคตของคนรุ่นต่อไปเอาไว้ ตนถึงกับต้องกลับไปย้อนอ่านบันทึกการประชุมว่าตนเข้าใจอะไรผิดพลาดไปตอนไหน หรือไม่ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ ผู้เป็นเจ้าของร่างหลักที่เราพิจารณากัน ยังเคยพูดไว้ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ปิดกั้นการนิรโทษกรรมคดีอาญามาตรา 112 ด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องมีกระบวนการพิจารณาว่าเป็นการกระทำมีแรงจูงใจที่มาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยที่ควรจะเป็นคนยืนยันปกป้องมาตรานี้ด้วยซ้ำ แต่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ยืนยันสุดใจว่ามาตรานี้จะช่วยเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 ได้ แม้ไม่ให้การนิรโทษกรรมกับพวกเขา ตนจึงอยากตั้งคำถามต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าหากเราเชื่อจริงๆ ว่าเด็กสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง เหตุใดท่านจึงเห็นชอบตาม สว. ในการตัดมาตรการที่จะเปิดโอกาสให้ศาลและอัยการพิจารณาใช้มาตรการฟื้นฟู ทั้งที่มาตรการนี้ ไม่ใช่นิรโทษกรรม ไม่ใช่การยกเลิกความผิด ไม่ใช่การลบล้างคำพิพากษา แต่เป็นเพียงการชี้ให้เห็นช่องเล็กๆ ให้เราใช้เครื่องมือที่กฎหมายศาลเยาวชนมีอยู่แล้ว เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเท่านั้น

น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า แล้วเราจะตอบคำถามสังคมโลกนี้อย่างไร เพราะในขณะเดียวกันกับที่ ครม.เพิ่งมีมติตั้งคณะกรรมการเตรียมเข้าร่วม OECD ทราบหรือไม่ว่านอกจากเรื่องเศรษฐกิจ นานาอารยประเทศ เขาให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากแค่ไหน แล้วรัฐสภาเราวันนี้กำลังจะส่งสัญญาณอะไรออกไป ตนอยากให้ทุกท่านทบทวนดูให้ดี และตนเห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันและอนาคตได้ อย่าลืมว่าความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างต้นทุนชีวิตให้ประชาชนจำนวนมาก หลายคนสูญเสียชีวิต ครอบครัว บุคคลอันเป็นที่รัก หลายคนสูญเสียอนาคต และคนที่จ่ายราคาแพงที่สุดในตอนนี้คือคนที่ยังติดอยู่ในคุก ซึ่ง 70 กว่าเปอร์เซนต์เป็นผู้ต้องขังคดีอาญามาตรา 112 แม้พรรคของตนจะเป็นเสียงข้างน้อยในการพิจารณาชั้นสส. แต่ก็เห็นชอบทั้งร่าง เพราะมีคนที่ได้ประโยชน์จากมันจริงๆ หากแต่การแก้ไขของ สว.นั้นทำให้ผลที่เกิดขึ้นจากพ.ร.บ.ฉบับนี้ แย่กว่าเดิม

“หนึ่งบรรทัดที่ สว. เพิ่มเข้ามาอาจหมายถึง การตัดโอกาสครั้งสุดท้ายของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองของผู้ใหญ่ และรัฐกำลังผลักให้เด็กและเยาวชน เป็นคนจ่ายดอกเบี้ยหนี้ที่ผู้ใหญ่เป็นคนก่อ ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีกับกับการสร้างสังคมสันติสุขแน่ๆ และหากถามว่า ดิฉันเห็นชอบกับการแก้ไขของ สว. หรือไม่ ดิฉันมีเพียงคำตอบเดียวคือไม่ เพราะถ้ามาตรานี้ได้รับการเห็นชอบ นั่นหมายความว่า รัฐสภากำลังสร้างประวัติศาสตร์ บาดแผลใหม่ ให้สังคมไทย รวมถึงเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาความขัดแย้งให้หยั่งรากลึกยิ่งไปกว่าเดิม และขอถามว่าหากเราต้องการความปรองดองจริง ในแบบที่เราสามารถผ่านกฎหมายที่ทำให้คนที่ปิดสนามบิน สร้างหายนะให้กับระบบเศรษฐกิจ คนที่ปิดคูหาเลือกตั้ง ทำลายกระบวนการประชาธิปไตย เปิดทางให้มีการก่อการรัฐประหาร ไม่ต้องรับความผิดใดๆ เลยได้ แต่ทำไมแสงสว่างเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นของเยาวชนที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เรากลับปิดประตูใส่หน้าพวกเขา และลงกลอนประตูซ้ำเข้าไปอีก นี่มันอำมหิตสิ้นดี เราจะคาดหวังความปรองดองของสังคม จากกฎหมายฉบับนี้ได้จริงหรือ สุดท้ายนี้ ขอเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกยืนยันในหลักการเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านความเห็นชอบไป” น.ส.พนิดากล่าว


คุณอาจสนใจ

Related News