เลือกตั้งและการเมือง

สว.เห็นชอบให้ “จักรพงศ์” นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ หลัง “สว.พันธุ์ใหม่” ข้องใจองค์ความรู้ไม่ตรงสาขา

3 ชั่วโมงที่แล้ว

19 views

วุฒิสภาเห็นชอบให้ “จักรพงศ์” นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยเป็นนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขณะที่ “สว.พันธุ์ใหม่” ข้องใจองค์ความรู้ไม่ตรงสาขา เปิดหลักฐานการจัดหมวดหมู่เอกสารวิชาการ ชี้ชัดหมวดนิติศาสตร์ แฉเคยลงสมัครเป็นองค์กรอิสระ 10 ครั้ง ก่อนตกสรรหา 6 ครั้ง ถอนตัว 4 ครั้ง

23 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.)สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธานกมธ.ฯได้พิจารณาตรวจสอบแล้วเสร็จและเสนอรายงานต่อที่ประชุมให้พิจารณาก่อนการลงมติ

ก่อนการประชุมลับ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ได้ลุกอภิปรายเพื่อคัดค้านการลงมติดังกล่าว และเห็นว่าควรชะลอการลงมติออกไป เพราะมีประเด็นที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบและคำชี้แจงให้ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้เสนอชื่อว่าตรงกับสาขาที่เปิดรับสมัครหรือไม่

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความผิดปกติ ทั้ง กรณีการประชุม เมื่อ 7 เม.ย. 69 ที่พบว่ากรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรวจสอบ ทั้งนี้หากชะลอการสรรหาออกไป 1-2 สัปดาห์จะได้กรรมการสรรหาที่ครบองค์ประชุม มีผู้นำฝ่ายค้าน และทำให้กระบวนการสรรหาโปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่า นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีคำถามต่อความรู้ความสามารถที่ไม่ตรงกับสาขาที่สมัครที่ต้องการบุคคลในสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ใช่โควตานิติศาสตร์

“ผู้ได้รับการเสนอชื่อ เคยเป็นนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งถูกตั้งคำถามในเรื่ององค์ความรู้และผลงานวิชาการ ตรงกับสาขาที่สมัครอย่างแท้จริงหรือไม่ และจากผลงานวิชาการที่นำเสนอ พบว่าเป็นผลงานสืบสวน และกฎหมายมากกว่างานวิชาการด้านรัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ อย่างไรก็ดีแม้มีการทบทวนคุณสมบัติแต่พบว่า 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วย เป็นระดับประธานศาลฎีกา ฐานะประธานกรรมการสรรหา ดังนั้น สว. ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่รีบร้อน ทั้งนี้ควรชะลอการลงมติเพื่อให้มีการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลัฐธรรมนูญ” นายพรชัย กล่าว

ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของนายจักรพงศ์ เมื่อปี2564 ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่าเป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่าถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์ ดังนั้นการจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ที่อ้างอยู่ในส่วนกฎหมาย ขณะที่รายละเอียดพบเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน ทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย นิติศาสตร์ มากกว่าด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์

“กรณีที่ผู้ถูกเสนอชื่อพยายามอธิบายว่ามีองค์ความรู้สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่องค์ความรู้นั้นเหมาะสมกับสาขานิติศาสตร์มากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำอธิบายที่พยายามบิด เบี่ยงเบนเพื่อให้เข้ากับการตีความตามมาตรา 200(4) อาจจะมีคำถามในแง่จริยธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคนมุ่งมั่นพยายามเป็นองค์กรอิสระมาถึง 10 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9 ครั้ง โดย 6 รอบนั้นตกการสรรหา และ 3 ครั้งถอนตัว และก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ได้ถอนตัว จากนั้นจึงมาลงสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรมนูญ ทั้งนี้ผมมองว่าผู้ถูกเสนอชื่อควรรอมาสมัครให้ตรงสาขา เพื่อให้เป็นมาตรฐานของการพิจารณาคุณสมบัติ” นายเทวฤทธิ์ อภิปราย

ขณะที่นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายว่า ขอให้วุฒิสภาพิจารณาให้รอบคอบอย่าให้เกิดความเสียหายเหมือนกับ สว.ชุดที่ผ่านมาเห็นชอบ 2 กรรมการ ป.ป.ช. แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าทำหน้าที่

จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่าในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติแม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มี ประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้การพิจารณาคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอำนาจของกมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มีพ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และนายจักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์

“แม้ สว. จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่งสว.ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ตนเป็นห่วงและกังวลที่กล่าวอ้างถึงการโปรดเกล้า หรือไม่โปรดเกล้า เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นพระราชวินิจฉัย ไม่ควรอ้างถึง และเอกสารนั้นอยู่ในชั้นความลับ

จากนั้นได้เข้าสู่การประชุมลับ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมวุฒิสภาได้ใช้เวลาประชุมลับ เพียง 27 นาที ก่อนจะกลับมาเปิดประชุมและใช้การลงมติด้วยเครื่องออกเสียงลงคะแนนที่เป็นการลงคะแนนลับ โดยมติที่ประชุม เห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง ซึ่งถือว่านายจักรพงศ์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คุณอาจสนใจ

Related News