เลือกตั้งและการเมือง
"ดร.โจ" ท้าคนแฉ "ระบอบอากง" เปิดหลักฐาน ปัดตอบเป็นความบกพร่องของ "ชัชชาติ"
2 ชั่วโมงที่แล้ว
12 views
3 มิ.ย. 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเปิดโปง “ระบอบอากง” ซึ่งเป็นการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในหน่วยงาน กทม. ว่า เราได้พูดยืนยันมาตลอด ว่าเรื่องที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งใน กทม. คือความโปร่งใสในการบริหารงานของ กทม. และการทำให้ กทม.ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ คือเจตจำนงของผู้ว่าฯ กทม.และฝ่ายบริหาร
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการที่มีคนออกมาพูดเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องดี หากจะเอาหลักฐานมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รู้ได้เห็น หรือหากมีการกล่าวหาใดๆ ก็ตาม ก็ควรเอาหลักฐานที่จับต้องได้ มาให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบ เพราะการจะเข้ามาเป็นนักการเมือง ต้องพร้อมที่จะโปร่งใส และยอมให้ได้รับการตรวจสอบอยู่แล้ว ยํ้าว่าเจตจำนงของฝ่ายบริหารเป็นเรื่องสำคัญ เราจะเห็นได้ว่าการทุจริตต่างๆ หากฝ่ายบริหารมีเจตจำนงที่ดี จะทำได้ตั้งแต่การป้องกัน และยินดีให้ตรวจสอบ
เมื่อถามว่า เป็นความบกพร่องของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูด แต่หากผู้ที่กล่าวหาเรื่องนี้มีข้อมูลหรือหลักฐานอะไร ก็อยากให้พิจารณาที่ข้อเท็จจริงมากกว่า
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนเคยพูดเรื่องการคอรัปชั่นก่อนหน้านี้ พบพิรุธอะไรบ้างหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราเคยพูดก่อนหน้านี้ เราเคยยกกรณีที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว เช่นลู่วิ่งออกกำลังกาย เราเปรียบเทียบให้ดูว่า หากผู้ว่าฯ กทม.และมีมบริหาร เป็นตนและพรรคประชาชน เรายินดีที่จะใช้ข้อมูลในการของบประมาณเหล่านั้นตั้งแต่ต้นทาง ที่สามารถนำเอไอไปใช้ในการตรวจสอบได้ เป็นสิ่งที่เราเปรียบเทียบว่าจะเกิดขึ้นในยุคของตน
เมื่อถามว่า เอไอสามารถตรวจสอบการโยกย้ายข้าราชการได้หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เรื่องการโยกย้ายข้าราชการ เป็นเจตจำนงของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เอไอหรือเครื่องมืออาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรื่องนี้
นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงกรณีแต่งตั้ง นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. ว่า เราได้มีการทำงานร่วมกับนายสุรพล มานานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.) ด้วยจังหวะการเคลียร์ภาระงาน ก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยสะดวกเปิดตัว แต่ก็ต้องเรียนว่า สาเหตุที่เชิญนายสุรพลมา ก็เพราะเป็นผู้มีความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถ ในการจัดการองคาพยพขนาดใหญ่ของ กทม. ไม่ว่าจะเป็นบริษัทกรุงเทพธนาคม รวมถึงมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่อยู่สังกัดภายใต้ กทม. โดยเราต้องอาศัยประสบการณ์ และความเข้าใจในการบริหารองคาพยพขนาดใหญ่จากนายสุรพล จึงเป็นเหตุผลที่นายสุรพล จะเข้ามาช่วยทีมบริหารของ กทม.ได้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องอื่น นายสุรพล ได้ชี้แจงแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ผ่านรายการโทรทัศน์แล้ว นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค ก็ได้ชี้แจงไปแล้วด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่าการเปิดตัว นายสุรพล จะเป็นผลดีมากกว่าใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราน้อมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และความรู้สึกของประชาชน แต่เราก็มีหน้าที่ชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจ ว่าเรามีหน้าที่เป็นพรรคการเมืองที่มีเป้าหมาย ให้ประเทศไทยและสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าและการที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ดีขึ้น จะต้องมีคนเห็นด้วยและสนับสนุนเรามากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เห็นต่าง เคยไม่สนับสนุนเรา
“เราจะเปลี่ยนคนกลุ่มนี้ให้มาเป็นผู้สนับสนุนเรา ให้เห็นด้วยในการผลักดันนโยบาย ผลักดันสังคม ให้สังคมไทยก้าวหน้าไปพร้อมกับเรา” นายชัยวัฒน์ กล่าว
เมื่อถามว่าไม่ได้เป็นการตอบแทนนายสุรพล ที่เขียนคำให้การคดียุบพรรคก้าวไกลใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย เป็นเรื่องที่เราเห็นความรู้ความสามารถ การบริหารองค์กรรัฐและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่
เมื่อถามว่าไม่มีคนอื่นในฝั่งก้าวหน้าที่มีคุณสมบัติเพียงพอแล้วหรือ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่เพียงพอหรือว่าอะไร แต่ตนมองว่าประสบการณ์ที่ตรงกับบริษัทกรุงเทพธนาคม และมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นประสบการณ์ที่เราเล็งเห็นจากนายสุรพล ที่มีประโยชน์อย่างมาก หากได้มาเป็นที่ปรึกษาในการบริหาร
เมื่อถามว่าอำนาจในการตัดสินใจเลือกนายสุรพล เป็นของนายชัยวัฒน์ เองใช่หรือไม่ หรือกรรมการบริหารพรรคประชาชนเป็นคนเลือก นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลายอย่างในการตัดสินใจของพรรคประชาชน ไม่ได้ตัดสินใจโดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่มีทีมบริหาร ไม่ว่าจะเป็นทีมบริหารของพรรค ซึ่งตนก็เป็นรองหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง และเป็นทีมนโยบายที่ดูยุทธศาสตร์ของ กทม. ได้พูดคุยและมีการตัดสินใจร่วมกัน
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตจากผู้สนับสนุนพรรคว่าเป็นการลดอุดมการณ์ของพรรค เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “เราไม่ได้มองเรื่องคะแนนเสียงหรืออะไร เราเรียนไปตามตรง อย่างที่ผมได้บอกไป จริงๆ ความสามารถของบุคคล และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ทั้งการบริหารกรุงเทพมหานคร และการใช้กฎหมายมหาชน ซึ่งนายสุรพล เป็นอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับในวงการด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายมหาชน เป็นการมองความสามารถล้วนๆ ไม่ได้มองเรื่องอื่นเรื่องใด”
เมื่อถามว่าได้มีการเคลียร์กันถึงจุดยืนเรื่องการรัฐประหารแล้วใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นายสุรพล ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนหากมีคนต่อต้าน หรือกระแสตีกลับ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสื่อสาร เรื่องแบบนี้เป็นการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนมากกว่า