เลือกตั้งและการเมือง

“แสวง” เผย ไทยมีการเลือกตั้งโปร่งใสสุดในโลก ชี้แม้มีรัฐธรรมนูญดีแต่ดัชนีทุจริตคอรัปชั่นรั้งท้ายอาเซียน

7 ชั่วโมงที่แล้ว

85 views

“แสวง” เลขาฯ กกต. เผย ไทยมีการเลือกตั้งโปร่งใสที่สุดในโลก ไม่เคยมีการทักท้วงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ชี้แม้มีรัฐธรรมนูญดี แต่ดัชนีทุจริตคอรัปชั่นรั้งท้ายอาเซียน มองคนไทยมีมุมมองเห็นต่างระบบการปกครอง ขออย่าอ้างประชาธิปไตยเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิด"อบรมวิทยากรหลักสูตรพรรคการเมืองคุณภาพรุ่นที่ 2 " ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความรู้เพื่อสร้างสรรค์พรรคการเมืองคุณภาพ โดยมีผู้เข้าอบรมคือหัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง พนักงานและลูกจ้าง กกต.จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมือง เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมุ่งหวังให้พรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้และดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด

นายแสวงกล่าวว่า หลักสูตรนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะนำไปขยายผลเพื่อให้บ้านเมืองมีการเมืองที่ดี โดยในช่วงนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้การเมืองเป็นไปนี้ทิศทางที่อยากเห็นคือความเคลื่อนไหวการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการจัดทำประชามติแล้ว หลักการสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือการทำการเมืองให้ดี โดยเฉพาะการปฏิรูปองค์กรอิสระควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย แต่การมีกฎหมายที่ดีเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การแข่งขันในทางการเมืองเป็นที่ยอมรับ ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับการแข่งขันจะง่ายขึ้น

แต่กติกาไม่ได้บอกทุกอย่างว่าจะสำเร็จ อย่างที่ตนเคยบอกว่ามีกฎหมายที่ดี เช่นในปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดและปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่จากปี 2540 จนถึงปัจจุบัน รวมเวลาเกือบ 30 ปี การเมืองไทยยังไม่ได้ไปไหน แม้จะบอกว่ามีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด บางครั้งก็รู้สึกว่าอาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ และรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ดัชนีการรับรู้ทุจริตคอรัปชั่นของไทยในอาเซียนก็แทบจะอยู่เกือบลำดับสุดท้าย ไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถบอกได้ว่าการที่อ้างว่ามีกฎหมายที่ดีไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จที่จะเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างง่ายดาย

แต่เป็นอีกเงื่อนไขที่จะทำให้องคาพยพดีขึ้น ดังนั้นปัญหาอยู่ที่คน ซึ่งการอบรมวันนี้เป็นการเตรียมคนที่พึงประสงค์ในระบบการเมือง ประเทศไทยมีการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชื่อและรูปแบบการปกครองก็บอกหลายอย่าง แต่คนยังเข้าใจเรื่องรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย ยังมีความแตกต่างกันทำให้คนมีความเห็นต่างจนถึงบางครั้งไม่ลงรอยกัน กลายเป็นความขัดแย้ง ไม่อยู่ในความเห็นต่าง ซึ่งความเห็นต่างเป็นเรื่องของการใช้เหตุใช้ผลหาข้อสรุปได้อย่างง่าย หากเป็นคนในระบบประชาธิปไตยที่มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยแล้วใช้ประชาธิปไตยไปเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

ซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดหรือตัวแทนสาขาพรรคการเมืองหรือกรรมการสาขาพรรคการเมืองที่มาร่วมอบรม ก็มาทำเพื่อต้องการให้การเมืองดีตามรูปแบบการปกครองและประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่ใช่เป็นแบบทุกวันนี้ เหมือนกับเราใช้จุดยืนทางการเมืองในการแสดงความคิดเห็นในทางที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนเอง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเมือง ยังไม่ดีพอที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยขับเคลื่อนโดยระบบการเมืองใช้การเมืองนำ วันไหนที่การเมืองไม่ดีเราก็จะรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งความรู้สึกสามารถบอกได้

"ประเทศพยายามที่จะเตรียมคนมาโดยตลอด แต่ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถ้าดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเอาความรู้สึกโดยไม่ใช้เครื่องมือวัด เท่าทุกวันนี้ มันยังไม่ได้ไปไหนไกล เหมือนเป้าหมายเราเขียนไว้สูง โดยดูจากรัฐธรรมนูญมีหมวดปฏิรูปการเมือง แผนยุทธศาสตร์ชาติต้องการให้การเมืองดี หลักสูตรนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตรงนี้ ไม่ได้บอกว่าหลักสูตรนี้จะทำสำเร็จ คงไม่ง่ายที่จะไปเปลี่ยนชุดความรู้หรือชุดความคิดของคนในการที่จะให้เข้าใจในเรื่องที่เป็นนามธรรมมากและทุกคนมีความชอบ ทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน แต่ไม่ได้ผิดสักอย่าง เพียงแต่ความต่างชุดความรู้ชุดทัศนคติที่เรามี เราจะอยู่ร่วมกันแล้วพัฒนาประเทศชาติร่วมกันไปได้อย่างไรให้ตกไปอยู่ในมือของคนรุ่นต่อไป" นายแสวง กล่าว

นายแสวง กล่าวอีกว่าประชาธิปไตยไม่ได้เปลี่ยนแค่คำพูดหรือภายในวันสองวันแต่เปลี่ยนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของคนและนำมาใช้ สำนักงาน กกต.ได้เล็งเห็นความสำคัญของพรรคการเมือง ที่เป็นสถาบันหลักของระบบการเมืองทั่วโลก สิ่งที่พรรคการเมืองทำอีกอย่างคือการให้ความรู้เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รูปแบบนี้ได้ผลที่เกาหลีใต้ และเยอรมนี เพราะเคยได้รับผลกระทบจากสงครามที่เกิดจากผู้นำประชาธิปไตยนำประเทศไปในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ จึงให้พรรคการเมืองให้ความรู้ระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะที่เยอรมนี ให้พรรคเป็นแกนหลักในการให้ความรู้ โดยมีมูลนิธิจดทะเบียนคู่กับพรรคการเมือง พรรคทำการเมืองและมูลนิธิให้ความรู้ แสดงเห็นว่าเรื่องประชาชนเรื่องประชาธิปไตยไม่มีใครเก่งเท่าพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองคือประชาชนที่อาสาเข้ามาทำงานการเมือง อาสาทำงานเพื่อประชาชนและน่าจะพูดกับประชาชนได้ดี เพราะเป็นการพูดภาษาเดียวกันประชาชนให้ความไว้วางใจ และเปิดรับความคิดที่เกิดจากพรรคการเมืองไม่เหมือนส่วนราชการ ที่เน้นไปที่ประสิทธิภาพไม่ได้เน้นไปที่ผลลัพธ์ ซึ่งโครงการอบรมนักการเมืองนักการเมืองคุณภาพ ทำให้ความหวังของประชาชนที่จะมีการเมืองที่ดีเป็นไปได้ แม้จะไม่ง่าย แต่ไทยก็เปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ 2475 แต่ไม่ไปไหน

ซึ่งทุกฝ่ายได้พยายาม เชื่อว่าโครงการนี้เป็นอีกช่องทาง และสำนักงานก็ได้รับมอบหมายจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในการให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติและเป็นวาระแห่งชาติโดยสำนักงาน กกต.ก็จะทำงานร่วมกับเครือข่ายซึ่งต้องดูว่าจะไปได้มากน้อยขนาดไหน พร้อมได้ยกตัวอย่างในเรื่องของการทำการเมืองให้ดี ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ชัดเป็นรูปธรรมคือการทำการเมืองผ่านระบบการเลือกตั้ง

หากมีวิธีคิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ยังอยู่ปัจจุบันจะไม่ไปไหน ซึ่งคนอาจจะหวังกับสำนักงาน กกต.ไม่ว่าพรรคการเมืองหรือประชาชนยังคิดเกี่ยวกับการเมืองหรือการเลือกตั้งเหมือนเดิม จะเจอการเลือกตั้งแบบที่เห็นในทุกวัน เลือกตั้งเสร็จก็มีข้อพิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกัน ซึ่งการเลือกตั้งที่ดีต้องมีผู้เล่นที่ดี มีผู้เลือกที่ดี มีผู้จัดการเลือกตั้งที่ดี หากไม่ได้คน 3 ประเภทโอกาสที่จะดีเป็นไปไม่ได้เลย และมีกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่ดี โดยยืนยันว่าไทยมีการเลือกตั้งโปร่งใสมากที่สุดในโลก ไม่ว่าพรรคการเมืองหรือประชาชนยังไม่เคยทักท้วงเรื่องระบบการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ประชาชนทักท้วงคือการปฏิบัติหน้าที่ ของทั้งผู้เล่น ผู้เลือก และผู้จัดการเลือกตั้งดีพอหรือยัง โดยผู้เล่นคือนักการเมืองก็ยังมีการถูกกล่าวหาว่ายังมีการซื้อเสียงเพื่อเข้ามา คงจะมีข้อเท็จจริงจึงทำให้มีการพูด และชาวบ้านยังรับเงินซื้อเสียง กกต.ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องความเที่ยงธรรม แสดงว่าอาจจะมีปัญหาทั้ง 3 ส่วนโทษ ใครไม่ได้

“แต่เวลาเลือกตั้งถ้าจะโทษ กกต. ผมแอ่นอกรับได้เพราะเราเป็นเจ้าภาพในการที่จะทำให้การเลือกตั้งดีขึ้น แต่จะไม่มีประโยชน์ หากแค่ชี้มาที่ กกต.ถ้าทุกคนไม่ได้ดูแลตัวเองว่าท่านทำได้ดีหรือไม่”

นายแสวง กล่าวอีกว่า ระบบการเลือกตั้งเป็นของประชาชน โดยวันเลือกตั้งพรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ยกตัวอย่างการเลือกตั้งระดับชาติพรรคการเมืองส่งผู้สมัครนั่นหมายถึงผู้เล่น ผู้เลือกคือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 57 ล้านคน ผู้จัดการการเลือกตั้ง กปน.1.6 ล้านคน วันเลือกตั้งไม่มีกกต.ระบบออกแบบให้ประชาชนออกไปทำงานร่วมกันดูแลการเลือกตั้งร่วมกัน กกต.เป็นคนประสานงานตรวจสอบสิ่งที่ประชาชนทำร่วมกัน ทุกกิจกรรมในการเลือกตั้ง ทุกคนเห็นเท่ากัน กฎหมายออกแบบให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส่งผู้สังเกตการณ์ ให้ประชาชนไปเป็นผู้เลือกตั้งเป็นผู้สังเกตการณ์ต้องร่วมกันดูแล กปน. ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ โดย กกต.ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงกฎหมายจึงออกให้ประชาชนมาดูร่วมกัน หากไม่ลงไปดูแล้วแพ้เลือกตั้งแล้วมาร้องทีหลังก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะกระบวนการผ่านไปแล้วยืนยันว่าเมื่อมายื่นเรื่องร้องเรียน กกต.ก็ตรวจสอบทุกเรื่อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง  กกต ,เลือกตั้งโปร่งใส

คุณอาจสนใจ

Related News