เลือกตั้งและการเมือง

“ไอติม” มั่นใจยอดชื่อทะลุ 140 จ่อชงประธานสภาฯ พ.ค. นี้ ร้องศาลฎีกาเอาผิด ป.ป.ช. ปมคดี “ศักดิ์สยาม”

2 ชั่วโมงที่แล้ว

12 views

“ไอติม” มั่นใจยอดชื่อทะลุ 140 จ่อชงประธานสภาฯ พ.ค. นี้ ร้องศาลฎีกาเอาผิด ป.ป.ช. ปมคดี “ศักดิ์สยาม” เจอแน่พรุ่งนี้ล่ารายชื่อกลางวงวิปค้าน ชวนประชาชนร่วมลงชื่อ 2 หมื่นราย กดดันประธานรัฐสภาด้วย

วันที่ 27 เม.ย. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการล่ารายชื่อเพื่อยื่นต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ว่า เวลานี้ทางพรรคประชาชนเตรียมใช้กลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อเข้าชื่อในการร้องเรียนเกี่ยวกับกรรมการ ป.ป.ช. ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตามขั้นตอน ต้องเข้าชื่อยื่นไปที่ประธานรัฐสภา และให้ประธานสภาพิจารณาว่าจะปัดตกข้อร้องเรียนหรือจะส่งเรื่องร้องเรียนต่อไปที่ประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวน กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา ในเชิงของการรวบรวมรายชื่อ ต้องใช้ 1 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภาคือ 140 คน พรรคประชาชนเรามีอยู่แล้ว 119 คน เราอยู่ในขั้นตอนในการพยายามจะรวบรวมรายชื่อจากส่วนอื่น ได้แก่ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือกับพรรคฝ่ายค้านพรรคอื่น ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันพรุ่งนี้เช้า

“เราเชื่อว่าจะแค่พรรคพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น น่าจะมีเพียงพอในการทำให้รายชื่อครบ 140 คน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า อีกส่วนหนึ่งคือการไปหารือกับฝั่งสมาชิกวุฒิสภา แน่นอนว่าอาจจะมีความซับซ้อนกว่าในฝั่งของ สส. เพราะไม่ได้มีความเป็นพรรคการเมือง แต่จากการที่ตนประสานอย่างไม่เป็นทางการมาเบื้องต้น เข้าใจว่ามี สว. ที่อาจจะมีความประสงค์หรือสนใจจะมาร่วมชื่ออยู่ประมาณ 10 คน ดังนั้น ตนคิดว่าการได้ 140 รายชื่อ คงไม่ใช่ปัญหาอะไร ณ เวลานี้ทางทีมกฎหมายของพรรคประชาชนได้ดำเนินการยกคำร้องขึ้นมาบางส่วนแล้ว คิดว่าน่าจะสามารถเสร็จสิ้นกระบวนการและก็ยื่นได้ในเดือน พ.ค.ครับ

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เรื่องข้อกังวลของทางประธานรัฐสภา ตนคิดว่ามี 2 ประเด็น ประเด็นแรก ตนเคยได้แสดงความเห็นไปแล้วว่า การที่รัฐธรรมนูญมาตรา 236 ไปกำหนดไว้ว่าพอสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อแล้ว เรื่องจะไม่ได้ไปที่ศาลเพื่อตั้งคณะไต่สวนเลย จะต้องไปผ่านประธานรัฐสภา ที่มีดุลพินิจในการตัดสินใจก่อน ถือเป็นขั้นตอนที่เพิ่มความสุ่มเสี่ยง หากรัฐบาลและ ป.ป.ช. มีการฮั้วกัน มันอาจจะมีการใช้ประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการปัดตกข้อร้องเรียนได้

“ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่ารัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกัน แล้วมีการตกลงกันว่า ป.ป.ช. จะไม่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น หากสมมติว่าสมาชิกรัฐสภาต้องการจะร้องเรียนว่า ป.ป.ช. ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รัฐบาลก็สามารถขอให้ประธานสภาซึ่งมาจากพรรครัฐบาล ปัดตกข้อร้องเรียนดังกล่าวได้ ทำให้เรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. มันไปไม่ถึงศาล” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ย้ำว่า ตนพูดมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว ได้พยายามจะยื่นร่างแก้ไขในสภาชุดที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ถูกพิจารณา จนมีการยุบสภาไปก่อน รอบนี้ก็ยื่นไปแล้วเช่นกัน ดังนั้น เป็นข้อกังวลที่มีอยู่จริง

“อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังว่าประธานรัฐสภา ท่านโสภณจะพิจารณานะครับ จากเหตุและผล จากหลักการ จากข้อมูลข้อเท็จจริง ผมเชื่อว่าประธานรัฐสภาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ส่งเรื่องนี้ต่อไปให้ศาลตั้งคณะไต่สวนมาไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีนี้” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้ว่าเราจะมีความกังวลต่อการที่ประธานรัฐสภาจะไม่ส่งเรื่องต่อ แต่เราก็จะยังใช้สิทธิตามกลไกนี้อยู่ดี เพื่อยื่นเรื่องไปที่ทางประธานรัฐสภา และความจริง ข้อเสนอในการแก้ไขบทบัญญัติอำนาจประธานรัฐสภา ทางพรรคประชาชนได้มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เข้าไปสภาตั้งแต่เดือนที่แล้ว ซึ่งข้อเสนอของเราคือการตัดอำนาจดุลพินิจของประธานสภาออก โดยการให้ประธานรัฐสภาเป็นเสมือนทางผ่าน มีการยื่นรายชื่อไปที่ประธานรัฐสภาก็จริง แต่ว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจหรือดุลพินิจในการ ในการมาปัดตกข้อร้องเรียน แต่ว่าทำหน้าที่เป็นทางผ่านในการส่งเรื่องต่อไปที่ศาลเพื่อตั้งคณะไต่สวน ในประเด็นนี้ หากประธานรัฐสภาจะนัดประชุมร่วมรัฐสภา ก็สามารถพิจารณาได้เลย เพราะว่าร่างนี้ ก็ได้ยื่นเข้าไปที่สภาแล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนด้วยว่านอกจากการที่สมาชิกรัฐสภาเข้าเข้าชื่อ 140 ชื่อขึ้นไปแล้ว หากภาคประชาชนมีความประสงค์สามารถใช้กลไกเดียวกันโดยการรวบรวม 20,000 รายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ เพราะมาตรา 236 เปิดช่องให้ทั้งการเข้าชื่อของสมาชิกรัฐสภาและการเข้าชื่อของภาคประชาชน หากสมมติว่า มีทั้งข้อร้องเรียนจากสมาชิกรัฐสภาและข้อร้องเรียนจากภาคประชาชนเข้าไป คิดว่ามันจะมีพลังมากขึ้นและทำให้ประธานรัฐสภามีเหตุผลในการปัดตกเรื่องนี้ยากขึ้นนะครับ

ส่วนประการที่ 2 คิดว่า ทั้งหมดที่เรากังวลกันนี้มันก็เป็นผลลัพธ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่พรรคประชาชนพูดมาตลอดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แม้จะถูกโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ไม่ได้สามารถปราบโกงได้จริง เพราะไปเปิดช่องโหว่มหาศาลในหลายประการที่หากมีกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งครองเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ครองเสียงในวุฒิสภาได้ อาจจะส่งผลให้เขาสามารถมีอิทธิพลไปถึงองค์กรอิสระได้ด้วย และทำให้กลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระมีความอ่อนแอลง


คุณอาจสนใจ

Related News