เลือกตั้งและการเมือง

ประธานศาล รธน. รับคำวินิจฉัยศาลอาจไม่ถูกใจทุกคน แต่เลี่ยงไม่ได้ต้องชี้ขาด “ข้างผิด-ข้างถูก”

5 ชั่วโมงที่แล้ว

71 views

ประธานศาล รธน. รับคำวินิจฉัยศาลอาจไม่ถูกใจทุกคน แต่เลี่ยงไม่ได้ต้องชี้ขาด “ข้างผิด-ข้างถูก” มองภาพลักษณ์ศาลขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของสังคม หลังถูกวิจารณ์ไม่เป็นกลาง ชี้ชงเองไม่ได้ปมขาดคุณสมบัตินั่ง รมต. ต้องมีผู้ร้องตามช่องทาง

วันนี้ (30 มี.ค.69) นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569 ถึงกรณีภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลาง จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่

นายนครินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้น เพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ คนที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่ายไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย เมื่อมีข้อพิพาทก็จะยื่นเรื่องมาที่ศาล มันออกได้ทางใดทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็ไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ

วุฒิภาวะสังคม แปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้ ศาลรัฐธรรมนูญจากทุกประเทศ ถ้าดูจากภาพรวมจะมีปัญหาในระยะแรก ๆ เกือบทั้งหมด ในช่วงก่อตั้งคนมักจะมึนว่าศาลรัฐธรรมนูญเกิดและก่อตั้งมาเพื่ออะไร เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว เชื่อว่าก็จะใช้กรณีอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหา แต่ในปัจจุบันของสังคมไทยพอมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ตนเองเชื่อว่าคำตัดสินของศาลจะมีคำอธิบายให้สังคมไทยเข้าใจได้มากพอว่า คำว่าการเลือกตั้งเป็นความลับทางรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร

นายนครินทร์ กล่าวต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศต่างๆ ก็มีปัญหาใกล้เคียงกับเรา เช่น กรณีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เก็บภาษีสินค้าต่างประเทศ ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาชี้ว่าเรื่องภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภา ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ คิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก ในประเทศเกาหลีใต้หนักกว่านี้ ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดี พ้นจากตำแหน่ง แต่การพ้นจากตำแหน่งต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบอีกครั้งว่าการดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ สุดท้ายก็เอาออก ดังนั้นเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยอยู่ข้างไหนกันแน่ นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิด ก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก พอเรื่องขึ้นศาลมันก็จะต้องออกมาข้างใดข้างหนึ่ง

ต่อมา นายนครินทร์ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569 ถึงกรณีที่รัฐบาลใช้มาตรฐานทางจริยธรรมมาเป็นคุณสมบัติหลัก ในการกลั่นกรองรัฐมนตรี แต่ในรัฐบาลที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีบางคนเหมือนขาดคุณสมบัติ แต่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ว่า ปัญหาเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหม่ รัฐธรรมนูญเรามีวิวัฒนาการ บางอย่างก็เพิ่มมาใหม่ บางอย่างหายไปอย่างในรัฐธรรมนูญปี 2560 เรื่องใหม่คือเรื่องจริยธรรม เราไม่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เลย

ส่วนเรื่องที่หายไปคือ “การยุบพรรค” ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาก เพราะหากยุบพรรคโดยการตรวจสอบบัญชีใช้จ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองเป็นเท็จ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยุบได้ทันทีไม่ต้องยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการยุบพรรคซึ่งเดิมมีจำนวนมาก ก็ลดน้อยลงไปเพราะขณะนั้น กกต.สามารถยุบได้เอง

ส่วนคำถามว่าทำไมคนที่มีปัญหาถึงเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ยังไม่มีคนยื่นเรื่องมาที่ศาล ศาลไม่สามารถริเริ่มคดีได้ คิดเองทำเองไม่ได้ ชงเองไม่ได้ ตนเองจะไปบอกให้เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญไปทำคดีมายื่นก็ไม่ได้ ถ้าสื่อมวลชนหรือประชาชนมีความข้องใจก็ยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่การยื่นเรื่องกรณีที่มีความสงสัยว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ มันก็ต้องมีช่องทางของมัน ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะยื่นได้ ต้องยื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ดังนั้นคำตอบก็คือ ก่อนหน้านี้ที่เป็นได้เพราะไม่มีคนมายื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำงานแบบ passive เราไม่ใช่ active ไม่ใช่คิดเองทำเองได้หมด เพราะว่าบ้านเมืองบริหารด้วยกติกา ของฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาอยู่แล้ว ศาลเป็นองค์กรตุลาการที่ตัดสินหลังจากที่มีข้อพิพาทในสังคมแล้ว และต้องเป็นข้อพิพาทไม่ใช่ข้อสงสัย

“ผมสงสัยท่านไม่ได้ ผมกับท่านต้องมีเรื่องชกต่อยกัน แล้วถ้ายอมความกันได้ก็จบไม่ต้องไปโรงพัก แต่ถ้ายอมความกันไม่ได้ ท้ายสุดก็ต้องไปที่กระบวนการยุติธรรม ต้องไปฟ้องในศาล ตอบคือเมื่อมันไม่มีเรื่องมาสู่ศาล ศาลก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้” นายนครินทร์กล่าว

นายนครินทร์ กล่าวต่อว่า ความระมัดระวังของฝ่ายบริหารตอนนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี ทำไปแล้วก็ดี เขาก็ควรจะระมัดระวัง เพราะมันเป็นเรื่องที่อาจเป็นกรณีร้องต่อศาลได้



คุณอาจสนใจ

Related News