เลือกตั้งและการเมือง
“เรืองไกร” ยื่นลาออก พปชร. ขอเดินสายติดตามตรวจสอบปมร้อนต่างๆ
5 ชั่วโมงที่แล้ว
35 views
“เรืองไกร” ยื่นลาออก พปชร. ขอเดินสายติดตามตรวจสอบปมร้อนต่างๆ แนะคนร้อง “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ดูข้อกฎหมายให้ดี เชื่อนำสืบถึงตัวคนลงคะแนนยาก ต่างจากหันคูหา ไม่ทำเลือกตั้งโมฆะ ชี้บัตรเลือกตั้งแม้มีอำนาจเข้าถึง ต้องรอศาลสั่ง
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย เดินทางมายังสำนักงาน กกต. เพื่อยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ หลังสมัครเป็นสมาชิกพรรคเกือบ 3 ปี และสมัครเข้าออกถึง 3 รอบ ซึ่งในช่วงเช้านี้ได้เดินทางไปแจ้งกับพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ โดยได้ร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งพลเอกประวิตร ได้สอบถามสาเหตุที่ตัดสินใจลาออกพร้อมเคารพการตัดสินใจ โดยเส้นทางหลังจากนี้ก็จะทำติดตามตรวจสอบเรื่องที่ฝ่ายต่างๆ ทั้งเรื่องบาร์โค้ด คิวร์โค้ด รวมถึงกรณีบริษัท Spectre C ว่าสิ่งไหนใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งในเรื่องของการเลือกตั้งไม่เป็นโดยตรงและลับนั้น ก็ต้องติดตามการพิจารณาของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญว่าจีคำสั่งออกมาแนวทางใด หากออกมาแล้วไม่ได้ไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องย้อนกลับมาดูในเรื่องการหันคูหา ซึ่งต้องดูในรัฐธรรมนูญ 2560 การกระทำมีเหตุให้ได้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ส่วนตัวเห็นว่าการไปยื่นคำร้องไม่เข้าประเด็นเท่าที่ควร รวมถึงติดตามในเรื่องการตั้งรัฐบาล นาอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เสียงเยอะ จะต้องเป็นเจ้าภาพในการประสาน เมื่อตนเองไม่ได้มีส่วนก็ขอลาออกมาทำหน้าที่ของประชาชนในการตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็มีเวลาพักผ่อนกับครอบครัวมากขึ้น โดยยังไม่ได้มองพรรคการเมืองใดไว้ แม้จะมีหลายพรรคโทรมาติดต่อ
ส่วนมุมมองต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต.นั้น นายเรืองไกรกล่าวว่า ตนเองมองว่าข้อเท็จจริงหลายส่วนตามความเห็นของหลายฝ่ายยื่นนั้นยังไม่ครบประเด็น การเลือกตั้งทางตรงและลับ มีการอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 85 แต่มีรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงการเลือกตั้งทางตรงและลับ 2 มาตรา โดยมีกำหนดไว้ในมาตรา 83 วรรค 2 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2564 ก็ระบุในเรื่องดังกล่าวไว้ด้วย ซึ่งก็ได้ท้วงติงคนที่ร่างกฎหมายแล้ว แต่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ปรับมาตรา 84 ที่ระบุเรื่องการเลือกตั้งโดยตรงและลับออกไปจึงเป็นช่องว่างให้ กกต.ออกระเบียบ แต่ระเบียบน่าจะขัดรัฐธรรมนูญใน 2 มาตรานี้ อาจจะทำให้เกิดประเด็นปัญหาจึงอยากจะฝากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการไปพิจารณา
ส่วนที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น นายเรืองไกรระบุว่า ถ้าย้อนดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ศาลตีความว่าตนเองมีอำนาจในการวินิจฉัย จึงวินิจฉัยว่าการหันคูหาไม่เป็นความลับ เมื่อไม่เป็นความลับพระราชกฤษฎีกาให้มีการยุบสภาเลย 60 วัน ศาลจึงมีคำสั่งให้ไปแก้อะไรพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่งการจะทำให้เป็นโมฆะก็ทำได้ แต่ข้อเท็จจริงเรื่องบาร์โค้ด จะไปดูอย่างไร อย่างเช่นตนเองเข้าคูหาเลือกตั้ง เซ็นรับบัตรเลือกตั้งมา 2 ใบหย่อนเสร็จก็ไปเซ็นรับบัตรประชามติ เมื่อหย่อนเสร็จจะไปรู้ได้อย่างไรว่าบัตรเลือกตั้งเราอยู่ที่ไหน ดังนั้นคนที่บอกว่านำกลับมาชนกันนั้น ขอถามว่า 30-40 ล้านใบจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นอีกมุมหนึ่งที่มองว่าอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะนำสืบกลับมา ไม่เหมือนกับเรื่องการหันคูหาที่ศาลมองเห็น
เมื่อถามว่าคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่าคนที่จะดูได้คือคนที่กุมอำนาจจึงสามารถเข้าถึงได้ นายเรืองไกรกล่าวว่า ก็ไม่มี คนมีอำนาจต้องมีเหตุ อย่างเช่นที่ กกต. ชี้แจงว่าต้องมีเหตุและให้ศาลสั่ง และเฉพาะหน่วย ไม่มีที่จะเปิดมา 30-40 ล้านใบแล้วมานั่งแมชท์ บางคนก็เข้าไปบอกว่าเล่มต้นขั้วที่เซ็นอยู่ในหีบ เขาไม่ได้สั่งให้เปิด ซึ่งกรณีที่มีน้องๆ ไปร้อง สว.ที่เข้าไปในอาณาเขตสถานที่เปิดหีบก็มีโทษ และมาร้องพยายามอยากให้ถอนเรื่อง โดยเวลาทำก็ต้องคำนึงไว้ แต่มุมมองที่ไม่เป็นความลับก็มีอยู่ จากที่ตนดูกฎหมายอยู่ แต่คาดว่าน่าจะมีคนไปร้องแล้ว
ส่วนเรื่องของการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR code ไว้ในบัตรเลือกตั้งนั้นนายเรืองไกรก็ได้ยกตัวอย่างบัตรประจำตัวประชาชน และใบขับขี่ ซึ่งในอดีตจะเป็นกระดาษไม่มีชิป และบัตรประชาชนก็เป็นแบบ smart card มีเลขเลเซอร์ ID เหมือนที่นำไปใช้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาชน อย่างที่ตนเดินเข้ามาภายในอาคารศูนย์ราชการตึก b รปภ.ของอาคารก็นำบัตรประจำตัวประชาชนของตนเข้าไปตรวจสอบในระบบ ถามว่าเขาสามารถนำข้อมูลเราไปได้หรือไม่ ก็สามารถทำได้แต่ทำโดยชอบด้วยหน้าที่หรือไม่ จึงเป็นไปไม่ได้ในสิ่งที่มองกันอยู่ ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยกับที่ กกต.ชี้แจง แต่จะมีการเกินเลยกว่า TOR หรือไม่ หรือทำให้เกิดการไม่ซื่อสัตย์สุจริต ส่วนตัวเห็นว่าควรไปนับบัตรดีกว่า ว่าบัตรเขย่งได้อย่างไร ซึ่งบัตรต้องเท่ากันบัตรดี บัตรเสียบัตรไม่ลงคะแนนรวมแล้วต้องเท่ากับที่เซ็นรับ โดยกกต.ต้องหาสาเหตุตรงนี้ให้ได้ เพราะไม่ได้ห่างกันเพียงหลักหน่วยหลักสิบแต่ห่างกันเป็นหลักหมื่น กกต.ต้องให้คำตอบกับสังคม ถ้าผลการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์อาจไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งทางตรงและลับ แต่เป็นเรื่องของการไม่ยุติธรรมเพราะคะแนนที่ออกมาจะเชื่อถือไม่ได้
“ดังนั้นคนพยายามที่จะเกาะกระแส แล้วมาให้ข่าวตรงนี้หรือหลายๆแห่ง ควรดูกฎหมายให้ดีๆหน่อย และเท่าที่ทราบขณะนี้ศาลปกครองยังไม่ได้มีคำสั่ง เลขดำผมไปยื่นก็ได้เลขดำ ใครไปยื่นก็ได้เลขดำ ศาลปกครองมีเจ้าหน้าที่ตรวจคำฟ้องหรือคำร้อง เมื่อเห็นว่ายื่นได้ก็ยื่น แต่ศาลท่านจะสั่งหรือขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินก็เป็นอีกหนึ่งคำร้อง ก็ต้องมีปัญหาว่าศาลท่านต้องสั่ง วันนี้ศาลยังไม่ได้สั่ง ก็แสดงว่าอาจจะไม่ได้รับด้วยซ้ำไป” นายเรืองไกรกล่าว
นายเรืองไกรยังระบุว่าส่วนตัวไม่ได้รู้สึกกังวลใจ โดยจะรอดูว่าศาลหรือผู้ตรวจการแผ่นดิน จะออกมุมไหนก่อน และตนไม่เห็นช่องในการที่จะไปร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210
แท็กที่เกี่ยวข้อง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ,ลาออก พปชร.