เลือกตั้งและการเมือง

"วิษณุ" แจงผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจ ไม่ฟันใครผิดถูก ให้ส่ง "บิ๊กต่อ" หวนนั่ง ผบ.ตร.

โดย nutda_t

20 มิ.ย. 2567

315 views

นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แถลงกรณีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ เป็นประธานตรวจสอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจหรือไม่แน่ใจและไม่พอใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว นายกฯจึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อประมวลเรื่องราวว่ามีความเป็นมาอย่างไรเพื่อจะได้แก้ไขต่อไปในอนาคต โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้ตั้งอนุคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดและได้สอบพยานหลายคนกว่า 50 คน รวมถึงสอบสวนคู่กรณี ใช้เวลา 4 เดือน ทั้งนี้ความวุ่นวายของคดีดังกล่าวต้องยอมรับว่ามาจากบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง บงการตำรวจ และมีต้นเหตุมาจากสามเรื่องใหญ่คือ ยาเสพติด พนันออนไลน์ และหนี้นอกระบบ ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายเพราะเป็นต้นทางที่ต้องการเงินไปซื้อตำแหน่ง

นายวิษณุ กล่าวว่า สรุปผลการตรวจสอบ พบว่า


1.มีความขัดแย้งและความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นในสตช.จริงและมีความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง กลาง เล็ก ทุกระดับทุกฝ่าย มีการฟ้องร้องกันภายนอกและภายในสำนักงานแห่งชาติ


2.เรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันพร้อมกับบุคคลสองคนคือพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และทีมงานใต้บังคับบัญชาสองฝ่ายเกิดความขัดแย้งกันด้วย เช่น คดี 140 ล้านบาท หรือเป้รักผู้การเท่าไหร่ ,คดีกำนันนก,คดีเว็ปพนันออนไลน์มินนี่และเว็บพนันออนไลน์บีเอ็นเค และยังมีคดีย่อยแยกไปอีก 10 คดี ที่กระจายไปตามสถานีตำรวจและอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งสน.และในส่วนกลาง


3. ต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ บางเรื่องส่งให้กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตำรวจ อัยการ ศาล ว่าไปตามขั้นตอนปกติ


4.บางเรื่องเกี่ยวพันกับกระบวนการนอกกระบวนการยุติธรรม เช่นป.ป.ช.ที่รับไปดำเนินการแล้วโดยมีเจ้าของคดีรับดำเนินการแล้วทั้งสิ้น ไม่มีตกค้างอยู่ที่สตช.


5. ให้พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับ ไปปฏิบัติราชการในหน้าที่เดิมเนื่องจากไม่มีอะไรสอบสวนแล้วส่วนคดีต่างๆให้ดำเนินการไปตามสายงานส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัยให้เป็นเรื่องของสตช. โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ชี้ว่าใครถูกหรือผิด ส่วนจะกลับไปเมื่อใดขึ้นอยู่กับคำสั่งของนายกรัฐมนตรี


6.พบความยุ่งยากสับสนของการสอบสวน

นอกจากนั้นเรื่องความสับสนในอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาว่าจะเป็นของตำรวจ ป.ป.ช., ปปง.ปปท.หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะกรรมการฯได้เสนอแนะให้กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจในเรื่องอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนว่า หากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก จะอยู่ในอำนาจดดำเนินการของใคร เพราะถ้าเรื่องไปถึงศาล ศาลก็อาจจะยกฟ้องได้ ดังนั้นควรจะดำเนินการให้เพื่อเป็นคู่มือให้ผู้เกี่ยวข้องได้เก็บไว้ว่าทุกหน่วยคิดเห็นตรงกัน มิฉะนั้นจะมีปัญหาเรื่องโยนกันไปมาว่าเป็นอำนาจตำรวจสอบสวนหรือป.ป.ช.เป็นคนสอบสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

นายวิษณุ กล่าวว่า นายกฯได้รับทราบและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปคือคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงยุติธรรมที่มีคณะกรรมการประสานงานกระบวนการยุติธรรมที่จะไปตรวจสอบเรื่องของเขตอำนาจในกรณีที่เขตอำนาจศาลต่างกันจะมีกรรมการชี้ขาดอย่างไรในคดีปกครองแต่ในคดีอาญาในชั้นสอบสวนไม่มีคนชี้ขาดดังนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงต้องดำเนินการฟ้องและออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีส่งตัวพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับไปดำรงตำแหน่งเดิมและดำเนินการอย่างอื่นเป็นเรื่องที่ สตช. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการเช่นเรื่องการสอบวินัยหรือจะต้องสอบบุคคลบุคคลอื่นเพิ่มเติม

นายวิษณุ กล่าวว่า กรณีผลการสอบพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเป็นแบบที่เคยสั่งมาในอดีตตามมาตรา 132 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2505 แต่พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ 2565 ได้เพิ่มไว้หนึ่งมาตราว่าในกรณีที่การสั่งให้ตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนและไปกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของบุคคลนั้น การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนจะต้องทำโดยคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะโดยคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2567 ได้มีการออกคำสั่งซ้ำคำสั่งติดต่อกัน คือคำสั่งเรียกพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับสตช.และตามด้วยคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที จึงเป็นปัญหาและได้ส่งเรื่องนี้ไปหารือกรรมคณะกรรมการ กฤษฎีกาและมีมติต่อ10ต่อศูนย์ เห็นเป็นเอกฉันท์ว่าการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนที่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ เช่นพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะต้องทำโดยคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้องและชอบธรรม จึงเห็นควรให้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นอำนาจของสตช.จะดำเนินการ


ดังนั้นสถานภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ระหว่างการนำความกราบบังคมทูลฯให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต้องตรวจสอบว่าทำถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนกฏหมายหรือไม่ ในขณะเดียวกันเรื่องนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้นำเรื่องไปฟ้องคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมตำรวจ ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

“นายกฯขอให้ทั้งสองฝ่ายปรองดองในทางราชการ ส่วนตัวใครจะทำผิดให้ว่าไปตาม กฎหมาย แต่ให้ทำงานเพื่อให้บังเกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่ให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและกระทบภาพลักษณ์ตำรวจ และเชื่อว่าสถานการณ์ต่อจากนี้จะเบาบางลง เพราะตลอดเวลา4เดือนทั้งสองฝ่ายได้พบปะพูดจาและกรรมการได้เข้าไปไกล่เกลี่ยในบางเรื่องแต่ไม่ใช่การซูเอี๋ย หรือเป็นมวยล้มต้มคนดู เพราะมีคดีปักหลังกันทุกคนแต่ให้ทำงานร่วมกันต่อจากนี้ไม่เช่นนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่มีหัวมีแค่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร รักษาราชการแทนผบ.ตร. ที่ทำงานไม่ไหวจำเป็นต้องมีคนเข้าไปช่วย ตามนโยบายที่ต้องการแก้ไขใน3 ประเด็นที่รัฐบาลจะดำเนินการ คือ เรื่องยาเสพติดหวย พนันออนไลน์ และหนี้นอกระบบ ทั้งนี้รายงานผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ผูกพันกับหน่วยงานใดแต่เป็นข้อมูลที่จะแจ้งและยินดีที่จะส่งข้อมูลไปให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ รวมทั้งป.ป.ช. ทั้งนี้รายงานสามารถใช้ในการต่อสู้คดีหรือการสั่งฟ้องคดี เพราะมีการสอบพยานจำนวนหลายหลายคน มีการบันทึกเก็บไว้จำนวนมาก โดยรายงานการตรวจสอบจะเก็บไว้ที่สำนักงานปลัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี และให้หน่วยงานมาขอรับไปดูได้“

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ผลการสอบให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับสตช.ถือเป็นการล้างมลทินให้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่ล้างมลทิน คดีเดินหน้าตามปกติ โดยคดีที่อยู่ในป.ป.ช.ก็ยังต้องดำเนินการตรวจสอบดำเนินการต่อไป กรณีนี้จะต้องมีข้อยุติว่าใครถูกใครผิด และต้องดำเนินคดีเหมือนกับบุคคลธรรมดาทั่วไป ทั้งนี้การนำบุคคลทั้งสองออกมาจากสตช.ก่อน เอาออกมาเพื่อตรวจสอบวินัยและคดีต่างๆจนนำไปสู่การแก้ไข ในอนาคต

เมื่อถามว่าการส่งพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กับสำนักงานแห่งชาติ จะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยนายวิษณุ กล่าวว่า คงเรียบแต่ไม่ร้อย คงจะจบสงบไปได้และคงปรองดองในส่วนราชการ แต้จะมีอะไรกินใจ เวลามีคงไม่ไม่กี่เดือนคงจะหาผบ.ตร.คนใหม่แล้ว ปัญหาอ่อนลง แต่คงไม่หมดไป เนื่องจากความขัด มีมาตั้งแต่ปี 2557

เมื่อถามว่า รายงานผลการสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเป็นการสะสางปัญหาในสตช.และทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น นายวิษณุ กล่าวว่าอย่าใช้คำว่าสะสาง เพราะฟังดูอาจจะคิดว่าเจ๊ากัน แต่ไม่ใช่เพราะจะต้องมีคนถูกและผิด และถูกดำเนินคดีเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป เรื่องนี้ไม่ใช่การฟอกขาวและไม่มีเป็นการฟอกขาวการ แต่ให้ทั้งคู่กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองตามที่รับผิดชอบอย่าวอกแวกส่วนคดีในป.ป.ช.และหน่วยงานอื่นก็ไปต่อสู้คดีกันไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ ยังมีโอกาสที่จะได้รับพิจารณาในการเป็นผบ. ตร หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า สถานะของพล.ต.อ.สุรเชษฐ อยู่ในระหว่างให้ออกจากราชการไว้ก่อนแต่ขั้นตอนยังไม่สมบูรณ์กราบบังคมฯ เพราะกระบวนการยังไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ใครที่เป็นรองผบ.ตร. ก็มีโอกาสถูกพิจารณาขึ้นเป็นผบ. ตร.ได้ทั้งนั้น และในกฎหมายตำรวจได้เขียนไว้ว่าไม่ให้เอาสาเหตุนี้มากำหนดไม่ให้บุคคลได้รับการพิจารณาในการดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้ในกรณีพล.ต.อ.สุรเชษฐ หากจะมีการพิจารณาเรื่องออกจากราชการทางสตช.ก็ต้องไปทำให้ถูกต้อง เพราะในรายงานของคณะกรรมการ มีระบุเอาไว้ว่าบุคคลทั้งสองทำไม่ถูกต้องในเรื่องอะไรบ้าง ส่วนจะชี้ว่าใครถูกใครผิดก็ไปก็ต้องไปที่หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณา ทั้งนี้ไม่ขอตอบว่าคำสั่งที่ให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ให้คนมีอำนาจชี้ขาด แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีคำสั่งขอตัวกลับ แล้วตั้งกรรมการสอบยังไม่เคยเห็นหน้ากัน ก็ปลดปุ๊บ ทำแบบปุ๊บปั๊บ ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะ2 จึงบอกว่าให้ไปทำให้ถูกต้อง


เมื่อถามย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมีโอกาสลุ้นตำแหน่งผบ.ตรใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่ามี

เมื่อถามถึงเอกสารคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับสตช.ที่หลุดออกมาก่อน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเอกสารหลุดได้อย่างไร แต่ทราบว่าก่อนว่า1-2 วัน ว่าจะกลับแต่ตัวคำสั่งยังไม่มีผล จนกว่านายกฯจะลงนาม

คุณอาจสนใจ