การเมือง

เดือดยิ่งกว่าอะไร! ไฮไลท์ฝ่ายค้านรุมซักฟอก วันที่ 2 เพื่อไทยอัดรัฐบาลเป็นสัตว์เซลล์เดียว

โดย nattachat_c

21 ก.ค. 2565

24 views

เมื่อวานนี้ (20 ก.ค. 65) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคามพรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวหานายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทุจริตโครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก หรือ 'โครงการท่อส่งน้ำ EEC' ของกรมธนารักษ์


โดยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 64 คณะกรรมการที่ราชพัสดุที่มี นายสันติ เป็นประธานฯมีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารโครงการท่อส่งน้ำทั้ง 3 สัญญาเป็นสัญญาเดียว และให้คัดเลือกเอกชนเพื่อการบริหารระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก โดยไม่เปิดประมูลทั่วไป ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมาย เพราะหนี พรบ.ร่วมทุน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชน


สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเสี่ยหายให้กับโครงการท่อส่งน้ำ EEC เพราะนอกจากจะไม่เปิดให้มีการประมูลแข่งขัน เพื่อหนี พรบ. ร่วมทุนแล้วยังเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนที่ไม่มีศักยภาพ ทำให้ค่าน้ำแพง สร้างความเสียหายและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC

-----------

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ ยอมรับว่า สัญญาของการประปาส่วนภูมิภาคมีอยู่จริง แต่เกิดขึ้นก่อนที่ตนมารับตำแหน่ง จากผลการศึกษาพบว่าหากการประปาฯ ทำเองจะคุ้มค่าที่สุด ตนจึงยืนยันว่า ยังไม่คิดเปลี่ยนแปลงการกระทำตามสัญญานี้เลย ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแน่นอน ไม่ทราบว่าท่านฟังที่ไหนมา หากเป็นจริงก็จะไม่เกิดการสูญเสีย ที่ผ่านมาซื้อประปาแพงไปขายถูก ตนไม่เห็นชอบแน่นอน หากส่งไปหน่วยงานอื่น ตนก็จะต่อต้าน และจะไม่มีการผ่านเข้า ครม.


ที่กล่าวอ้างว่าผมปล่อยปละละเลย เป็นเท็จหมด เพราะผมไม่ทำแน่นอน วันไหนที่มาขอผมก็จะไม่เห็นชอบ ตราบที่ผมยังมีหน้าที่ ท่านอย่ามากล่าวร้ายผม ต้องเชื่อใจผม สำหรับประเด็นของบอร์ดที่เปลี่ยนตัวไป เนื่องจากต้องไปรับตำแหน่งอื่น ไม่ใช่ใครโยกย้าย ส่วนสำนักอัยการสูงสุดขอให้ผู้อภิปรายเรียนถามเอง เนื่องจากเป็นขั้นตอนของหน่วยงาน แต่ยืนยันอีกครั้งว่าการเปลี่ยนแปลงสัญญานี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน 

-----------

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมธนารักษ์ ชี้แจงนายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีความไม่โปร่งใสโครงการท่อส่งน้ำภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งบริษัทอีสท์ วอเตอร์ จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2566



ทั้งนี้ยืนยัน ขั้นตอนในการประมูลคัดเลือกเอกชนเป็นคู่สัญญา ทางกรมธนารักษ์ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษา โดยได้ไปศึกษาข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ และผลประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อจัดทำทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและนิคมอุตสาหกรรม ก่อนเปิดให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอประกวดราคา และกำหนดวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการ


ถามว่าที่มีการยกตัวเลขค่าตอบแทนของรัฐ 7 หมื่นล้านบาท แต่เราเพิ่มจากเดิม 600 ล้านบาท เป็น 25,693 ล้านบาท ยังไม่มีความโปร่งใสอีกหรือ พร้อมเรียกร้องให้นายยุทธพงศ์ ตรวจสอบย้อนหลังไป 30 ปีที่ผ่านมา ว่า ผลประโยชน์ที่พูดนั้น มันไปไหน ใครเอาไป เพราะจ่ายเข้ารัฐเพียง 600 ล้านบาท เงินส่วนนี้ไปไหน ท่านกับผมจับมือช่วยกันไปดูดีกว่าไหม เรากินเงินเดือนประชาชนเช่นเดียวกัน

------------

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด GT-200 ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง


นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า คดี GT-200 ถือเป็นมหกรรมการทุจริตครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในช่วง 2549-2552 จากการจัดซื้อ จัดจ้าง เครื่องค้นหาวัตถุระเบิดและสารเสพติดต่างๆ ที่ต่อมาถูกแหกว่าไร้คุณภาพ จนมีการให้ฉายาความห่วยแตกว่าไม่ต่างอะไรกับ ‘ไม้ล้างป่าช้า’ ส่วนสาเหตุที่สังคมไทยไม่ลืมเรื่องค่าโง่ GT-200 ทั้งที่ผ่านมาแล้ว 13 ปี ก็เพราะยังคงมีคำถามที่ยังไม่เคยได้รับคำตอบว่า ใครต้องรับผิดชอบจากการจัดซื้อเครื่อง GT-200


ปัญหาสำคัญของการจัดซื้อเครื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทุจริตที่ทำให้ประเทศชาติสูญเงินฟรีนับพันล้าน แต่ยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทหารและพลเรือนหลายคนได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดเพราะเครื่องที่ใช้การไม่ได้ ทั้งยังทำให้ผู้บริสุทธิ์นับร้อยรายต้องโดนละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการโดนคุมขัง ดำเนินคดี เพราะเครื่องชี้ผิดชี้ถูก ดังนั้น เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เพียงได้เงินคืนแล้วจบ แต่ต้องมีการเอาผิดไปถึงผู้ที่อนุมัติการซื้อเครื่องนี้เข้ามา เพราะมันได้ทำร้ายชีวิตของผู้คนไปมากมาย


การซื้อครั้งที่ 3, 11 และ 12 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะ ผบ.ทบ. เป็นผู้เซ็นอนุมัติซื้อด้วยตัวเอง การซื้อครั้งที่ 2, 3, 6, 7, 8 และ 11 ซึ่งเป็นวงเงินไม่เกิน 40 ล้านบาท อยู่ในอำนาจอนุมัติของ ผบ.ทบ. ก็พบว่ามีผู้ช่วย ผบ.ทบ. หรือ เสธ.ทบ. เป็นผู้เซ็นอนุมัติโดยรับคำสั่งจาก ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ โดยการสั่งซื้อครั้งที่ 11 พบว่า เสธ.ทบ. ผู้รับคำสั่งจาก ผบ.ทบ. ให้เซ็นอนุมัติซื้อ มีชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วน พล.อ.ประวิตร ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม ก็มีลายเซ็นอนุมัติสั่งซื้อในครั้งที่ 9, 10 และ 12 ซึ่งมีวงเงินเกิน 50 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน เอกสารนี้เป็นเอกสารในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้ง 12 สัญญา ซึ่ง ป.ป.ช. ถืออยู่มา 10 ปีแล้ว คำถามคือทำไมชื่อเหล่านี้หายไป


นายจิรัฏฐ์ ยังยืนยันว่า คดีนี้มองมุมไหนก็ส่อเค้าทุจริตและ พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประวิตร ต้องรับผิดชอบด้วย แต่สาเหตุที่ไม่สามารถนำไปสู่การชี้มูลความผิดได้ เพราะ ป.ป.ช. ซึ่งรู้กันว่ามีที่มาเกี่ยวของกับการรัฐประหารเพิกเฉยในการทำหน้าที่จึงไม่สามารถไปสู่การดำเนินคดีต่อได้ ตามที่พนักงานอัยการ ท่านหนึ่งมีความเห็นไว้ใน เอกสาร อก.4 ว่า


นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า นอกจากกรณีที่คนเซ็นอนุมัติไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว ภายหลังการรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ การหาความจริงในคดีนี้จากหน่วยงานตรวจยิ่งหายไปเลย ขณะที่เมื่อหันไปดูฝั่งผู้ขาย คือ Avia Satcom ซึ่งขาย GT-200 ให้กับทุกหน่วยงานในกองทัพ รวมถึงกองทัพบกที่อ้างมาตลอดว่าโดนหลอก พบว่ากว่าจะดำเนินคดีกับ18 มงกุฏที่มาหลอกได้ ใช้เวลาคิดอยู่ 7 ปี โดยเพิ่งจะยื่นฟ้องเมื่อปี 60 คดีถึงที่สิ้นสุดในปี 65 ศาลปกครองลงโทษให้กรรมการหนึ่งคนของ เอวิเอ แซทคอม ต้องชดใช้เงิน 683 ล้านพร้อมดอกเบี้ย แต่ต่อมาศาลได้ให้ประกันตัวและได้ข่าวว่าย้ายไปอยู่อังกฤษนานแล้วจึงไม่รู้ว่าถึงชนะจะได้เงินคืนหรือไม่

------------

วรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)


โดยนายวรภพกล่าวถึงการขึ้นค่าไฟฟ้าในห้วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ว่าประชาชนอาจจะต้องเตรียมตัวจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเป็น 5บาท/หน่วย โดยค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายแพงนั้น มันไม่ได้มีสาเหตุมาจาก ต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นอย่างเดียว แต่มันมีสาเหตุมาจากการ บริหารราชการแผ่นดินที่ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพลังงานของรัฐบาล


และด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA: Power Purchase Agreement ที่รัฐบาลประกันกำไรให้เอกชน ได้คืนทุนแถมกำไรที่ได้ลงทุนไป ตลอดระยะเวลาอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยที่ไม่สนว่าประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นหรือไม่ และต้นทุนของการมีโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นนี้ ก็จะถูกนำมาคิดในโครงสร้างราคาไฟฟ้าที่ให้ประชาชนเป็นคนรับภาระ เป็นคนจ่ายค่าไฟฟ้าแพงเกินจริง จากขบวนการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ


แล้วผลลัพธ์ความเสียหายของการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบายเป็นเท่าไหร่ ก็ต้องเริ่มจากว่าตอนนี้เรามีโรงไฟฟ้ามากเกินอยู่เท่าไหร่ ฟังแล้วอาจจะตกใจครับท่านประธาน วันนี้เรามีโรงไฟฟ้าเกินความต้องการสูงสุดไป 54%


ย้ำอีกทีว่ากำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินนี้ ไม่ใช้ว่า โรงไฟฟ้าจอดเฉยๆและจบนะครับ เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะต้องจ่ายค่าประกันกำไรให้โรงไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตลอดทุกเดือน และค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็จะวนกลับมาเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชนทั้งหมด


ทีนี้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทุกท่านก็ลองคำนวนดูเลยครับ ว่าเดือนๆ นึง เราใช้ไฟฟ้าไปเท่าไหร่ เอามาคูณด้วย 24 สตางค์/หน่วย ก็จะได้เป็นค่าความเสียหาย ที่ประชาชนทุกคนถูกยักยอกเอาไป โดยรัฐบาล เพื่อผลประโยชน์ ความมั่งคั่งของกลุ่มทุน อย่างถูกกฎหมาย จากการทุจริต คอรัปชั่น เชิงนโยบายของรัฐบาล

-----------

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นคนแรกที่อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ถึงความล้มเหลวการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ว่า วันนี้ประชาชนไม่มีความหวังในชีวิต เกิดความยากจนเดือดร้อน เหลือเพียงแต่ความเครียดแค้นชิงชังกับรัฐบาลที่ทำลายชีวิตของเขา ฉุดรั้งประเทศ ฉุดลากชีวิตคนไทยให้จมอยู่ในกองทุกข์ รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่รายรับกลับน้อยลง คนไทยไม่ควรเดือดร้อนขนาดนี้


แต่เพราะคนไทยมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศไทยอยู่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มายาวนาน 8 ปี ทำให้เสียโอกาสมากมาย เป็น 8 ปีแห่งการทำลายชีวิตคนไทย 8 ปีแห่งมหาวิกฤติของคนไทย โดยวันนี้เราอยู่ในจุดที่นอกจากไม่มีโอกาสแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นเป็นวิกฤติ จนทำให้ประชาชนมองไม่เห็นอนาคต


นายจุลพันธ์ ยังกล่าวว่า หากไปถามคนไทยทั้ง 70 ล้านคน ทุกคนจะบอกว่าพลเอกประยุทธ์เป็นสาเหตุของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยต้องจมอยู่ในกองทุกข์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงวิกฤติของผู้นำ พลเอกประยุทธ์เปรียบเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ตกรุ่น ไม่สามารถทำการคำนวณแก้ไขปัญหาสมัยใหม่ได้แล้ว ไม่ต่างอะไรกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีแต่คนรังเกียจ


จะไปทิ้งอย่างต้องหาวิธีมากำจัด วันนี้มีคอมพิวเตอร์มาให้เปรียบเทียบมาก เขาเทียบกับคอมพิวเตอร์รุ่นชัชชาติ เขาเทียบกับรุ่นของเพื่อไทย คอมพิวเตอร์รุ่นเพื่อไทยมองเห็นปัญหา มีวิสัยทัศน์ที่จะเข้าไปแก้ไข มีนโยบายที่จะช่วยเหลือหาทางออกให้สังคม คอมพิวเตอร์รุ่นประยุทธ์ต้องรู้แล้วว่าท่านตกรุ่น

------------

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ข้อหาสร้างความล้มเหลว ทำให้ภาคการท่องเที่ยวพังอย่างไร้ค่าและไม่เป็นท่า ทำให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรั้งท้ายในอาเซียน


นายจักรพล กล่าวว่า เพราะนายกฯไม่ใช้สมอง ไร้องค์ความรู้ในการบริหารประเทศ หากทฤษฎีพหุจักวาลมีอยู่จริง จักรวาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ กำลังนำพาประเทศไปสู่ความล่มจม


จากมาตรการปิดประเทศยังหลอกหลอน กระทบจังหวัดท่องเที่ยวหลักเป็นพิเศษ เช่น จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ เชียงใหม่ กระทบการจ้างงาน โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับบาร์ ภาคแรงงานในภาคการท่องเที่ยวพังหมด ถือเป็นยาแรงหวังผลข้างเคียงแค่ให้ท่านรอด แต่ผิดพลาดในการตัดสินใจให้เศรษฐกิจเดินต่อได้ ท่านเป็นนายกฯ ที่ขยันมาก แต่ขยันสร้างวิกฤต สร้างปัญหา ขยันไม่สร้างประโยชน์


จากบาดแผลและล้มเหลวเป็นแพ็กเกจความบอบช้ำที่รัฐบาลมอบให้ประชาชนแบบนอนสต๊อป วันนี้ตนมีฉายาใหม่ให้รัฐบาลว่า “รัฐบาลสัตว์เซลล์เดียว” เพราะไม่มีสมอง ไม่มีหัวใจ มองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็นเพราะหาความดีไม่เจอ แก้ปัญหาช้า ทำให้ประชาชนต้องอดตาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม










คุณอาจสนใจ

Related News