เลือกตั้งและการเมือง

'เรืองไกร' หอบหลักฐานเพิ่ม ปม 'พิธา' ถือหุ้นสื่อ จี้ กกต. ตรวจสอบคำสั่งศาลฯ สัญญาไอทีวีมีผลหรือไม่

6 มิ.ย. 2566

114 views

'เรืองไกร' หอบหลักฐานเพิ่มกรณี 'พิธา' ถือหุ้นสื่อ จี้ตรวจสอบคำสั่งศาลฯ สัญญาร่วมงานไอทีวียังมีผลหรือไม่

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อกกต. กรณีการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยหลักฐานบางส่วนจากคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่อาจทำให้เห็นได้ว่า คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ว่า สปน. บอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานกับไอทีวีโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลปกครองกลาง เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจึงจะขอให้ กกต. ตรวจสอบว่า สัญญาเข้าร่วมงาน ยังควรถือว่ามีผลอยู่หรือไม่

ส่วนกรณีที่ตนจะยื่นคำร้องเพิ่มในวันนี้ คือที่มีข่าวว่านายพิธาได้ขายหุ้นสื่อไอทีวีไปแล้วนั้น แต่นายพิธาไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน ซึ่งตนมั่นใจว่าในวันรับสมัครเลือกตั้งนายพิธายังถือหุ้นสื่ออยู่แน่นอน จึงอยากให้ กกต. สอบถามไปยังบริษัทไอทีวี ว่านายพิธายังถือหุ้นไอทีวีหรือไม่ หรือมีการโอนหุ้นด้วยวิธีใด

พร้อมเรียกร้องให้นายพิธา ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเรื่องนี้และขอให้แสดงหลักฐาน โดยไม่ต้องรอให้ กกต. รับรองคำร้องของตน หรือรอให้ กกต. เรียกมาสอบถาม ซึ่งหากเรื่องนี้ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วตัดสินว่านายพิธา ถือหุ้นสื่อจริง นายพิธาจะถูกตัดสิทธิ์การเป็น ส.ส. และถูกตัดสิทธิ์บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี

โดยหลังจากที่นายเรืองไกรได้เข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติม นายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋น บุรีรัมย์) พร้อมด้วยนายวีรวิทย์ รุ่งเรืองศิริผล (ลุงศักดิ์เสื้อแดง) ได้เดินทางมาเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อคัดค้านคำร้องของนายเรืองไกร และคำร้องของบุคคลอื่น

กรณี ที่มีการร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบ การถือหุ้นสื่อของนายพิธา โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตราที่ 98 (3) และ ม.42(3) เพื่อไม่ให้ผู้สมัคร ส.ส. ที่ถือหุ้นสื่อ ใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง และสัดส่วนหุ้นที่นายพิธาถืออยู่จำนวน 42,000 หุ้น เป็น สัดส่วนที่น้อยและไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการใดๆ ในการ ให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทไอทีวี ได้หยุดประกอบกิจการไปแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 ตามคำสั่งของ สปน. วันนี้จึงมาร้อง กกต. เพื่อหวังให้ กกต. ตีตกคำร้องของนายเรืองไกร เหมือนการตีตกคำร้องของนายศรีสุวรรณที่ร้องเรียน เรื่องนโยบายเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทยไปก่อนหน้านี้ ไม่มีประโยชน์ส่วนตัวและหวังว่าทาง กกต. จะนำเรื่องนี้มาพิจารณา โดยไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวและไม่มีเกมทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

คุณอาจสนใจ

Related News