เลือกตั้งและการเมือง

“พิธา-กุลธิดา” พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS-สปสช. ลดภาวะหมดไฟแพทย์-พยาบาล

3 ชั่วโมงที่แล้ว

24 views

“พิธา-กุลธิดา” พบคนรุ่นใหม่ในอังกฤษ ถอดบทเรียน NHS-สปสช. ชี้การมองภาพรวมทั้งระบบ-สหภาพแรงงาน-เพดานชั่วโมงทำงาน คือกุญแจลดภาวะหมดไฟแพทย์-พยาบาล

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมพบปะและแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวไทยในสหราชอาณาจักร ที่ University of London โดยกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบระบบสาธารณสุขระหว่าง National Health Service (NHS) ของสหราชอาณาจักรกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมร่วมกันระดมแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ (burnout) ของแพทย์และพยาบาล

นายพิธากล่าวว่า การดูแลสุขภาพประชาชนจะยั่งยืนไม่ได้ หากละเลยสุขภาวะของบุคลากรด่านหน้า การพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในอังกฤษช่วยสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “กติกาแรงงานที่เป็นธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณสุข ประเด็นเปรียบเทียบสำคัญที่ใช้ในการแลกเปลี่ยน เช่น งบสาธารณสุขต่อ GDP สหราชอาณาจักรใช้งบด้านสุขภาพประมาณ 10–11% ของ GDP ขณะที่ประเทศไทยใช้อยู่ราว 3–4% ของ GDP ภาระงานแพทย์ต่อประชากร สหราชอาณาจักรมีแพทย์ประมาณ 1 คนต่อประชากร 350–400 คน ประเทศไทยเฉลี่ยราว 1 คนต่อ 1,200–1,300 คน และบางจังหวัดสูงกว่านี้มาก

สิทธิการรวมตัวของบุคลากรสาธารณสุขในสหราชอาณาจักร แพทย์และพยาบาลสามารถรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานได้ตามกฎหมาย ทำหน้าที่เจรจาค่าจ้าง สภาพการทำงาน และปกป้องสิทธิของผู้ปฏิบัติงานในระบบ NHS ส่วนเพดานชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย กฎหมายแรงงานของสหราชอาณาจักรกำหนด ชั่วโมงทำงานไม่เกินเฉลี่ย 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (คำนวณเฉลี่ยในรอบ 17 สัปดาห์) พร้อมสิทธิการพักผ่อนขั้นต่ำ เพื่อป้องกันความล้าเรื้อรังและความเสี่ยงต่อคุณภาพการรักษา

ส่วนแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อลดภาวะหมดไฟ เช่น ลดภาระงานที่ไม่ใช่งานรักษาด้วยระบบดิจิทัลและการแบ่งงานในทีมสหสาขา กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของบุคลากรด่านหน้าในการออกแบบนโยบาย ผ่านองค์กรตัวแทนหรือสหภาพ ดูแลสุขภาพกาย–ใจของแพทย์และพยาบาลเชิงป้องกัน ไม่ใช่แก้ไขเมื่อเกิดวิกฤตแล้ว แพทย์ไทยในอังกฤษ ทิ้งท้ายว่า บทเรียนจากสหราชอาณาจักรชี้ชัดว่า การลงทุนด้านสาธารณสุขไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือสิทธิผู้ป่วย แต่ต้องรวมถึงศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตของผู้รักษา ซึ่งเป็นหัวใจของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน และเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยควรกล้าหยิบมาพูดอย่างจริงจัง



คุณอาจสนใจ

Related News