อาชญากรรม

ญาติเหยื่อกราดยิง เปิดใจหลังคดีเด็ก 14 ถูกแช่แข็ง เผยกังวลในการดำเนินคดี มองเด็กแกล้งบ้า

โดย chutikan_o

2 ม.ค. 2567

121 views

ญาติของเหยื่อกราดยิง เปิดใจหลังคดีเด็ก 14 ถูกแช่แข็ง เพราะรักษาอาการป่วยทางจิตให้หายก่อน เผยทำใจและกังวลในส่วนของการดำเนินคดี

จากกรณีเด็กชายวัย 14 ปี ผู้ต้องหากราดยิงในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ตอนนี้ต้องหยุดขั้นตอนการดำเนินคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะเข้ารับการรักษาอาการทางจิตจนหายดี จึงจะเริ่มกระบวนการสอบสวนอีกครั้ง ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลถึงการดำเนินคดีหลังจากนี้ ว่าจะมีความชัดเจนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวของเด็กออกมารักษาตัวข้างนอกได้แล้วนั้น

นางภาวินี วราทวีสวัสดิ์ น้าของหนุงหนิง อายุ 30 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิง กล่าวว่า ในใจไม่ได้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในเมื่อกฎหมายประเทศไทยเป็นแบบนี้ ก็ต้องยอมรับ เพราะทำอะไรไม่ได้ โดยที่รู้สึกไม่ยุติธรรม เพราะส่วนตัวมองว่า พฤติกรรมของเด็กเหมือนรับรู้แต่แกล้ง มีความฉลาดในเรื่องของข้อกฎหมาย เวลาที่ตำรวจและแพทย์ถามอะไร ก็รับรู้และตอบได้ปกติทุกอย่าง แต่พอถามมาถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับไม่รู้อะไร บอกว่ามีเงาดำๆ มาสั่งให้ยิง มันเป็นไปได้หรอ เธอมองว่าเตรียมการมาหมดแล้วทุกอย่าง ขอถามว่า เงาดำๆ จะมาสั่งให้ไปซื้ออุปกรณ์ ซื้อปืน เข้าห้องน้ำ เงาดำๆ สั่งหมดเลยหรือ และเท่าที่ได้พูดคุยกับพ่อแม่ของเด็ก เด็กก็ยอมรับเองว่า ปกติเล่นเกมที่เกี่ยวกับยิงกัน ส่วนตัวคิดว่า เขาทำเพราะความคึกคะนอง แล้วอยากลองของจริงว่าเป็นอย่างไร เลยทำเหมือนในเกมหรือไม่

แม้ที่ผ่านมาครอบครัวของเด็ก ได้เข้ามาช่วยเหลือและเยียวยาตามความเหมาะสมแล้ว แต่สิ่งที่ครอบครัวเธอกังวล คือต้องการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับตัวเด็ก เพราะกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเด็กได้กลับออกมาใช้ชีวิตปกติ จะไปทำแบบเดิมซ้ำอีก สร้างความเสียหายให้สังคมและประเทศชาติ เหตุการณ์นี้ทำให้นักท่องเที่ยวจีนน้อยลงด้วย และก็กลัวว่าเด็กจะยังมีความคับแค้นใจอยู่หรือไม่ที่ถูกดำเนินคดี อาจจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ และกฎหมายก็คุ้มครองอีกเพราะอายุยังไม่ถึง 18 ปี

ขณะที่นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การส่งคืนสำนวนคดีเด็กอายุ 14 ปี กราดยิง เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 14 ว่าการสอบสวน มีส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ การสอบสวนพยานทั่วไป และสอบสวนผู้ต้องหา ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือการสอบสวนผู้ต้องหา ดังนั้น การที่อัยการคืนสำนวนก็ถูกต้องแล้ว แต่ไม่เห็นด้วยตรงที่ใช้คำว่า "การสอบสวนกระทำโดยมิชอบ" เพราะจริงๆ แล้ว การสอบสวนอื่นนั้นชอบหมดแล้ว เพียงแต่การแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหานั้น ยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย ที่ต้องแจ้งข้อกล่าวหาขณะผู้ต้องหามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และถ้าเป็นเด็กต้องมีสหวิชาชีพ

ในคดีนี้ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่รอรายงานของแพทย์ ซึ่งแพทย์ชี้ว่าเด็กยังมีอาการของโรคทางจิตเวช ยังไม่สามารถให้การได้ ก็เข้าใจว่าตำรวจพยายามจะทำให้เร็ว เพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ ทำให้อาจผิดพลาดไปบ้าง แต่ถือว่าไม่ได้เสียหาย อัยการเพียงแค่คืนไปแล้วทำให้ครบถ้วนรัดกุม ไม่ให้มีปัญหา เพราะหากอัยการส่งฟ้องไป แล้วศาลยกฟ้องด้วยเหตุผลการสอบสวนมิชอบด้วยกฎหมาย ก็จะไม่สามารถฟ้องใหม่ได้แล้ว

ส่วนประเด็นที่ว่าคดีจะถูกแช่แข็งนั้น ส่วนตัวมองว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทุกอย่างต้องทำในระยะเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว และในปัจจุบัน แพทย์ถือว่ามีส่วนสำคัญมากในการพิจารณาคดีหลายคดี ดังนั้น แพทย์จะไม่ละเลยในเรื่องกรอบระยะเวลาตามกฎหมายอยู่แล้ว




รับชมผ่านยูทูบ :  https://youtu.be/NjVARWh-EQg

คุณอาจสนใจ

Related News