ต่างประเทศ

สภาสหรัฐฯ มีมติ 215 ต่อ 208 จำกัดอำนาจ "ทรัมป์" ในการทำสงคราม ให้ถอนทหารออกจากอิหร่าน

2 ชั่วโมงที่แล้ว

141 views

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านญัตติที่มีเป้าหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน

ญัตติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ตัดสินใจแหกมติพรรคเพื่อร่วมโหวตกับพรรคเดโมแครต ถือเป็นการแสดงท่าทีคัดค้านสงครามอย่างเปิดเผย ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และยังเป็นความพยายามครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนราษฎร ในการจำกัดอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ โดยฝ่ายวิจารณ์มองว่าการใช้อำนาจที่ผ่านมาไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด


อย่างไรก็ตาม ญัตตินี้ยังต้องรอการรับรองจากวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน และแม้จะผ่านชั้นวุฒิสภาไปได้ ก็อาจไม่สามารถยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากทรัมป์ยังมีอำนาจในการใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต้) ซึ่งหากเขาสั่งวีโต้ รัฐสภาจะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้ถึง 2 ใน 3 จากทั้งสองสภา เพื่อทำการหักล้างการวีโต้นั้น

ก่อนหน้านี้ วุฒิสภาเคยผลักดันญัตติในลักษณะเดียวกัน จนผ่านขั้นตอนสำคัญมาได้เมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากประสบความล้มเหลวมาถึง 7 ครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ ญัตติดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการลงมติเต็มคณะ

สำหรับการลงมติครั้งล่าสุด สมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ โทมัส แมสซี, ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก, ทอม บาร์เร็ตต์ และ วอร์เรน เดวิดสัน ได้ลงคะแนนร่วมกับฝ่ายเดโมแครตอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ จาเรด โกลเดน ส.ส. จากรัฐเมน ซึ่งเคยคัดค้านญัตติลักษณะนี้มาก่อน ก็ได้เปลี่ยนใจมาให้การสนับสนุนในครั้งนี้

บาร์เร็ตต์ ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐสภาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่มีอำนาจในการประกาศสงคราม และนั่นคือสิ่งที่เราต้องปกป้องอย่างที่สุด” เมื่อถูกถามว่าเขากังวลต่อการถูกทรัมป์ตอบโต้ทางการเมืองหรือไม่ เขาตอบว่า “ผมลงคะแนนตามมโนธรรมและสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง และพร้อมจะยอมรับผลที่ตามมา”

ด้าน เกรกอรี มีคส์ สมาชิกอาวุโสจากพรรคเดโมแครต ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภา ระบุว่า การลงมติครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญานตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งสำคัญจากทั้งสองพรรคการเมือง ต่อกรณีสงครามอิหร่านที่เขามองว่าผิดกฎหมายและสิ้นเปลือง ทั้งยังเป็นก้าวแรกสู่การยุติความขัดแย้งอย่างถาวร

มีคส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรัมป์ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ราคาพลังงานภายในประเทศพุ่งสูงขึ้น และทำให้การหาทางออกทางการทูตต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านทำได้ยากกว่าเดิม ดังนั้น การผ่านญัตติฉบับนี้สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนมากขึ้นกำลังรับฟังเสียงของประชาชน ซึ่งไม่ต้องการเห็นสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดในตะวันออกกลางอีกต่อไป

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงในเบื้องต้น แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ขณะที่ทางอิหร่านก็ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีคูเวตซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

ก่อนการลงมติ ทรัมป์ได้ยืนยันอีกครั้งว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามนั้น “ดำเนินไปได้ด้วยดีมาก” และอาจบรรลุข้อตกลงได้ภายในสุดสัปดาห์นี้

โดยทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เมื่อคืนก่อนเราโจมตีพวกเขาอย่างหนัก และเมื่อคืนนี้ก็เช่นกัน บางคนอาจมองว่าพวกเขาถูกยั่วยุเล็กน้อย เพราะเราดำเนินการอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุผลอื่น อิหร่านจึงตอบโต้กลับมา”

คุณอาจสนใจ

Related News