ต่างประเทศ

‘ทรัมป์’ ประกาศจะแจกเงินให้คนอเมริกันคนละ 5,000 ดอลลาร์ หากชนะเลือกตั้ง

2 ชั่วโมงที่แล้ว

53 views

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลั่นบนเวทีปราศรัยที่รัฐเท็กซัส สหรัฐ เมื่อวานนี้ว่า เขาจะจ่ายเงิน "เงินปันผลทรัมป์" (Trump dividend) มูลค่า 5,000 ดอลลาร์ (ราว 165,649 บาท) ให้กับชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทุกคน ถ้าหากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหันมาสนับสนุนพรรคของเขา


ทรัมป์กล่าวว่า "และนี่คือคำสัญญาของผม หากพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ด้วยความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันมหาศาลของเรา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ด้วยความแข็งแกร่งและความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ผมจะจ่ายเงินปันผลจำนวน 5,000 ดอลลาร์ให้กับพลเมืองสหรัฐฯ ทุกคนที่มีอายุถึงเกณฑ์ผู้ใหญ่ เปรียบเสมือนกับบริษัทที่ประสบความสำเร็จซึ่งจะจ่ายเงินสดคืนให้กับผู้ถือหุ้น"  


อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนในทันทีว่ากระบวนการจ่ายเงินจะเป็นอย่างไรหรือมีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่าสหรัฐฯ มีประชากรวัยผู้ใหญ่ประมาณ 270 ล้านคน แนวคิดนี้จะต้องใช้งบประมาณสูงถึงราว 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 44 ล้านล้านบาท ทีเดียว


ทั้งนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจะชี้ว่าคะแนนนิยมในตัวเขาลดต่ำลงจนถึงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์


ทรัมป์กล่าวอีกว่า "คะแนนเสียงของพวกคุณจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศของเราจะสะดุดล้มตั้งแต่จุดเริ่มต้นของช่วงเวลา 250 ปีข้างหน้า หรือจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย  เลือกพรรครีพับลิกัน แล้วเราจะทิ้งห่างโลกทั้งใบไว้เบื้องหลังไปอีกหลายชั่วอายุคน จะไม่มีอะไรเทียบเคียงได้เลย"


 "เวลาที่ผมลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรครีพับลิกันมักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยมเสมอ เราเคยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแล้วถึงสามครั้ง อีกอย่างตอนนี้คุณคงสังเกตเห็นแล้วว่าผู้คนจำนวนมากจากฝั่งตรงข้ามก็ยอมรับเรื่องนี้กันแล้ว คิดดูสิครับ ดังนั้น ผมจึงอยากขอให้พวกคุณลองจินตนาการว่าผมมีชื่ออยู่บนบัตรเลือกตั้ง... ว่าผมกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่... อีกสักครั้งเถอะครับ เพราะถ้าเราพ่ายแพ้ คุณก็จะสูญเสียการควบคุมพรมแดนไป คุณจะสูญเสียมาตรการลดภาษี คุณจะสูญเสียความปลอดภัยและความมั่นคง และคุณจะสูญเสียความมั่งคั่งไป ประเทศของเราจะต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเลวร้าย คุณจะต้องเผชิญกับความเลวร้ายเหมือนกับเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเราผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายกันมาแล้ว"


ทั้งนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้จะสร้างความลำบากใจให้กับเหล่าสมาชิกพรรครีพับลิกันอย่างน้อยทีเดียว เนื่องจากทรัมป์กำลังมีความนิยมที่ตกต่ำมากจากสงครามอิหร่านที่ทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐขยับขึ้น ซึ่งทำให้เหล่าผู้สมัครของรีพับบลิกกันอาจจำเป็นต้องเว้นระยะห่างจากประธานาธิบดีเพื่อขยายฐานเสียง แต่ก็ไม่อาจเสี่ยงที่จะทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นที่สุดของทรัมป์หันหลังให้ได้


ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ การมอบเงินโดยมีเจตนาเพื่อจูงใจหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของบุคคลนั้นถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าข้อเสนอที่ทรัมป์หยิบยกขึ้นมากล่าวที่รัฐเท็กซัสเมื่อวันพุธนั้น อาจตีความได้ว่าเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะ "ลดภาษี" ก็ได้ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย


ดร. โจน มาโฮนีย์ อาจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ของอังกฤษให้ความเห็นว่า เธอเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวน่าจะถูกกฎหมาย แม้ว่าโดยปกติแล้วนักการเมืองมักจะไม่ประกาศนโยบายในลักษณะที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็ตาม "ในแง่หนึ่ง มันฟังดูคล้ายกับการติดสินบน คือถ้าโหวตให้พรรครีพับลิกันแล้วจะได้เงิน ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในอีกแง่หนึ่ง เงินก้อนนี้จะถูกจ่ายให้ทุกคนโดยไม่คำนึงว่าพวกเขาจะลงคะแนนเสียงให้ใคร ดังนั้นในแง่นี้จึงไม่ใช่การติดสินบน


เธอกล่าวว่า "ฉันคิดว่ามันน่าจะถูกกฎหมายนะ มันก็เหมือนกับคำสัญญาหาเสียงทั่วไป เช่น การบอกว่า 'ถ้าพรรคของฉันชนะ เราจะลดภาษี' ซึ่งทุกพรรคก็ทำกันเป็นปกติ... และแน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างถูกกฎหมาย"


อย่างไรก็ตาม ลอเรล แรปป์  ผู้อำนวยการโครงการสหรัฐฯ และอเมริกาเหนือของสถาบันชาแธม เฮ้าส์ให้ความเห็นว่า  ข้อเสนอของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็น "ข้อตกลงที่มีลักษณะของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์  ซึ่งมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง" จากคำสัญญาที่ผู้สมัครเลือกตั้งมักให้ไว้ในช่วงหาเสียง


นอกเหนือจากประเด็นเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายแล้ว บางฝ่ายยังตั้งคำถามว่าข้อเสนอของทรัมป์มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติหรือไม่ในแง่ของสถานะทางการเงิน ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามในอิหร่าน


สหรัฐฯ มีประชากรวัยผู้ใหญ่เกือบ 270 ล้านคน นั่นหมายความว่าการจ่ายเงินคนละ 5,000 ดอลลาร์จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึงราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยไม่ได้มีการระบุรายละเอียดว่าเงินที่จะนำมาจ่ายเป็นเช็คดังกล่าวนั้นจะมาจากแหล่งใด


แม้ว่าสภาคองเกรสจะเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณในสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีไม่ได้กล่าวว่าเขามีแผนจะขอความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติสำหรับการจ่ายเงินดังกล่าวหรือไม่


นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายยังมองว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีจะสามารถอนุมัติการใช้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ได้ด้วยการออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว

คุณอาจสนใจ

Related News