คลิปเต็มรายการ
เพื่อน...กูรักมึงว่ะ! "ต้า-ยัต" เผชิญหน้าเคลียร์ทุกประเด็น
4 ชั่วโมงที่แล้ว
40 views
รายการโหนกระแสวันนี้ (31 สิงหาคม 2569) พูดคุยกรณีประเด็นขัดแย้งระหว่างอดีตเพื่อนรัก "ต้า" และ "ยัต" ซึ่งต้าได้มาเปิดใจถึงเรื่องต่างๆ ในรายการโหนกระแสเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ยัตได้โฟนอินชี้แจงส่วนหนึ่ง โดยบอกว่ารายละเอียดมันค่อนข้างซับซ้อน จะขอพื้นที่รายการในการพาเพื่อนๆ และนำหลักฐานมาพูดอีกครั้งในวันนี้
และในวันนี้ "ยัต" พร้อมภรรยาและทนายอาร์มได้มาชี้แจงในมุมของตัวเอง ยัตเผยว่า ตนกับต้าสนิทกันมากถึงขั้นมองเป็นคนในครอบครัว ภรรยาของตนเองยังเคยพูดติดตลกด้วยซ้ำว่าแอบอิจฉาความสนิทของทั้งคู่ แต่หลังเกิดประเด็นเรื่องเงินของบริษัทเฟ็ดเฟ่ ความสัมพันธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง บริษัทเฟ็ดเฟ่ยังไม่ได้ปิดกิจการและยังมีรายรับเข้ามา โดยโครงสร้างการถือหุ้นในเวลานั้น ต้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 98% ขณะที่ยัตและเจมส์ถือหุ้นคนละ 1% ทุกคนรับรู้ตรงกันว่าต้าเป็นผู้ริเริ่มบริษัทและเป็นเจ้าของหลัก จึงไม่มีใครติดใจเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นต้ามีแนวคิดว่าจะนำรายได้ที่เหลือมาแบ่งให้เพื่อน ๆ อย่างเท่าเทียมกัน โดยมองเป็นลักษณะเงินสวัสดิการ กระทั่งวันหนึ่งฝ่ายบัญชีพบความผิดปกติและแจ้งว่าเงินจากบริษัทถูกถอนออกไป เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่ามีการเบิกเงินต่อเนื่องราว 4-5 เดือน รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยผู้ที่มีสิทธิ์เบิกเงินในส่วนดังกล่าวมีเพียงต้า
เมื่อ “หนุ่ม กรรชัย” สอบถามต้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้ายอมรับว่าเป็นผู้เบิกเงินจริง พร้อมอธิบายว่าในช่วงนั้นตนถูกปรับลดเงินเดือนจากฝั่งชัยโสโร จากเดิม 150,000 บาท เหลือ 40,000 บาท ทำให้สถานะทางการเงินเริ่มตึงมือ จึงตัดสินใจนำเงินจากเฟ็ดเฟ่ออกมาใช้ โดยต้าเข้าใจว่าเป็นเงินของตัวเองและมองว่าตนมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะนำมาใช้หรือแบ่งให้เพื่อนหรือไม่ ต้ายังยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ที่แบ่งเงินให้เพื่อน ๆ เป็นเพราะต้องการแบ่งปันและมองว่าตัวเองยังไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมากนัก
ด้านยัตได้นำข้อความสนทนาที่ต้าเคยส่งถึงกลุ่มเพื่อนมาเปิดเผย ซึ่งในข้อความดังกล่าว ต้ายอมรับถึงการนำเงินออกไป พร้อมกล่าวถึงยัตในทำนองว่าเป็นคนที่พยายามปกป้องสิทธิ์ของเพื่อน ๆ เรื่องนี้ทำให้ยัตรู้สึกเสียใจและผิดหวัง เพราะก่อนหน้านั้นเคยพูดคุยกับต้าอย่างตรงไปตรงมาว่า หากมีปัญหาเรื่องเงินสามารถบอกกันได้ และหากต้องการนำเงินจากฝั่งชัยโสโรไปใช้ ตนก็พร้อมเข้าใจ
แต่สำหรับเงินของเฟ็ดเฟ่ ยัตยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนเคยพูดคุยและตกลงกันไว้ว่าจะแบ่งให้เพื่อน ๆ แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ได้ทำเป็นเอกสารหรือสัญญาอย่างเป็นทางการก็ตาม จึงมองว่าการนำเงินออกไปโดยไม่แจ้งให้คนอื่นทราบ เป็นสิ่งที่กระทบต่อความรู้สึกและความไว้ใจอย่างมาก
ยัตยอมรับว่า หากในเวลานั้นตนเลือกที่จะไม่พูดเรื่องดังกล่าวกับเพื่อนคนอื่น หรือเลือกเก็บเรื่องไว้และแบ่งเงินกับต้าเพียงสองคน ความขัดแย้งอาจไม่บานปลายจนกลายเป็นปัญหาในปัจจุบัน แต่ตนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะรู้สึกว่าหากเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วปล่อยผ่าน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตนควรทำในฐานะเพื่อน
ยัตยอมรับว่า มีการยืมเงินบริษัทออกมาซื้อบ้านและรถจริง จากนั้นขายบ้านและรถ ได้เงิน 10 ล้าน เอาเงินเข้าบัญชีตัวเอง ก่อนซื้อคาเฟ่และออฟฟิศ รถต่างๆ เป็นชื่อตัวเอง เพราะเป็นเงินที่ค้างบริษัท ด้าน แอม ยอมรับเช่นกันว่า ช่วงแรกที่เปิดบริษัท เอาเงินออกไปจริง แต่มีการโอนเงินให้พี่ต้าด้วย เช่น พี่ยัตเอาออกมาก่อนเพื่อซื้อรถ พอพี่ยัตสนใจอยากได้รถคันนี้ก็เอาอีก เราคุยกันแล้วว่าพี่ยัตเอาเงินออกไป พี่ต้าก็เอาเงินกลับไป
แอม บอกอีกว่า รถที่ซื้ออย่างนิสสันโน้ต ราคา 3 แสน จีทีโอคันสีส้ม 1 ล้าน ซึ่งมีเงินออกจากบัญชีบริษัท 3 แสนกว่าบาท มาเข้าบัญชีหนู ไปซื้อนิสสันโน้ต และมีเงินบริษัทมาบัญชีหนูอีก 1 ล้าน รวมเป็น 1.3 ล้าน มาซื้อรถนิสสันโน้ตและจีทีโอ และมีเงินโอนเข้าพี่ต้า 1.35 ล้าน เหมือนหนูเอาออกมาเท่าไรก็โอนให้พี่ต้าด้วย เป็นการแบ่งกัน
เมื่อถามว่า วันนี้เราสามารถหาทางจบเรื่องนี้กันได้หรือไม่ ยัตตอบทันทีว่า ได้แต่มีเงื่อนไขว่าต้าต้องพูดความจริง โดยเฉพาะเรื่องการตัดสินใจออกจากงาน ซึ่งทั้งคู่เคยพูดคุยกันมาหลายครั้ง และยัตยืนยันว่าต้าเป็นฝ่ายต้องการออกเอง พร้อมมีการเซ็นเอกสารกันอย่างถูกต้อง
ด้านแอม ภรรยาของยัต ยังนำข้อความแชตที่ต้าเคยระบุว่าจะออกไปโดยไม่ขอเอาทรัพย์สินหรือสิ่งใดติดตัวไปด้วยมาเปิดเผย ซึ่งต้ายอมรับว่าเป็นข้อความที่ตนส่งจริง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นราว 2 ปีก่อน ในช่วงที่สภาพจิตใจของตนย่ำแย่อย่างหนัก ถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ และรู้สึกว่าการอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องทรมาน จนจิตแพทย์แนะนำให้ตัดสินใจพาตัวเองออกจากจุดนั้น
ต้าเล่าว่า หลังจากที่ตัดสินใจออกไปแล้ว ยัตยังคงมาหาและชวนให้ต้าเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อพูดคุยและเคลียร์ปัญหากัน อีกทั้งยังไม่ต้องการให้ต้าออกจากกลุ่มโดยเด็ดขาด ทำให้ความสัมพันธ์ในช่วงนั้นเป็นลักษณะของการงอนและง้อกัน สลับไปมา และยังมีการพูดคุยเพื่อหาทางปรับความเข้าใจกันอยู่เรื่อยๆ
ด้านทนายอาร์ม ได้ชี้แจงยืนยันว่า ทางยัตพร้อมคุยพร้อมแบ่ง เพียงแต่ติดใจประเด็นที่ยัตกล่าวไป คือยากให้ต้ายอมรับว่าได้เป็นคนออกไปเองจริง นอกจากนี้ ทนายอาร์มยังขอเคลียร์ประเด็นที่ต้าบอกว่า โดนยัตฟ้อง 20 ล้าน ซึ่งแบ่งเป็น 2 สำนวน สำนวนละ 10 ล้าน ยืนยันว่าไม่ได้ฟ้องเรียกเงิน พร้อมให้ดูท้ายฟ้องว่าได้ระบุหรือไม่
ต้าและทนายมุกได้ยอมรับว่า เป็นความเข้าใจผิดของต้าจริงๆ ในท้ายฟ้องไม่ได้เรียกเงิน แต่ต้าได้อธิบายว่า ที่ตนเข้าใจแบบนั้นเพราะโนติสที่ยื่นมามีการระบุความเสียหายชัดเจน 10 ล้าน ซึ่งต้ากังวลว่าเมื่อฟ้องอาญาแล้ว ก็อาจจะมีการฟ้องแพ่งเรียกเงินตามมา และตอนไปศาลเขาก็ยังมีใบที่ระบุรายละเอียดมาเลยว่าค่าอะไรเท่าไหร่อย่างไร
ช่วงหนึ่งต้าถามกลับยัตว่า ฟ้องตนเองทำไม ส่วนอีกข้อหนักกว่าการฟ้องคือตนเกือบไม่ได้มานั่งตรงนี้ เพราะตนโดนคัดค้านการประกันตัว กะเอาให้ตนติดคุกหายไปเลยเหรอ ในเมื่อก็รู้ว่าตนไม่มีเงินประกันตัว ซึ่งต้าเล่าว่าตนต้องไปยืมเงินทนายไข่มุกมาประกันตัว จึงออกมาได้ ด้านทนายอาร์มอธิบายว่า ไม่มีการคัดค้านการประกันตัว ทั้งหมดอยู่ในดุลยพินิจของศาล ก่อนที่จะอธิบายและบอกกับต้าว่าให้เข้าใจตรงกันว่าทางทนายฝั่งยัตไม่ได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว ส่วนเหตุผลที่ต้องฟ้องเพราะทั้งสองฝั่งไม่ได้คุยกัน ฝั่งต้าตั้งธงต้องการเงินในส่วนของตนเอง ส่วนฝั่งยัตตั้งธงว่าไม่จ่าย หลังจากนั้นจึงได้พูดคุยกันในศาล ยอมรับว่าเหตุผลที่ฟ้องคือเริ่มมาจากเจตนาของทนายอาร์มเอง เป็นคำแนะนำของตน
ส่วนเรื่องการปลอมลายเซ็น แอม ภรรยาของยัตยืนยันว่าต้าเซ็นเองทุกฉบับกับมือ เพราะตนอยู่ด้วยในวันที่เซ็น และไม่ได้มีภาวะป่วยตามที่บอกเลย ตนไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีปัญหาทางสุขภาพอย่างที่กล่าวมา เพราะมีการพูดคุยกันปกติ
สุดท้าย ทางฝั่งยัตบอกว่าจะไปพูดคุยกับทางภรรยาและทนายก่อนว่าจะแบ่งสัดส่วนอย่างไร แต่อาจจะเป็นการผ่อนจ่าย ซึ่งทางต้าก็ยินยอม และต้องการให้จบ ถ้าทุกอย่างเคลียร์ก็ถอนฟ้อง ต่างคนจะได้ไปใช้ชีวิตทำมาหากินกัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง โหนกระแส ,รายการโหนกระแส