คลิปเต็มรายการ
ทายาทพาพวกบุกวัด! ทวงที่ดินคืน ท้าพระเปิดโฉนด ลั่นใครไม่เกี่ยวก็ออกไป
4 ชั่วโมงที่แล้ว
18 views
รายการโหนกระแสวันนี้ (12 สิงหาคม 2569) พูดคุยกรณีวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ถูกกลุ่มบุคคลนำท่อระบายน้ำมาวางขวางทางเข้าวัดฝั่งริมถนนกัลปพฤกษ์ พร้อมกับมีการเทปูน และติดตั้งป้ายประกาศสั่งให้รื้อสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน โดยอ้างเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของผู้อื่น หากพ้นกำหนดเจ้าของที่ดิน จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งทางแพ่งและทางอาญาให้ถึงที่สุด โดยไม่มีการแจ้งเตือนซ้ำอีก ประกาศ ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ขณะที่วัดก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2541 หลังได้รับบริจาคที่ดิน และมีเอกสารหลักฐานการจัดตั้งวัด รวมถึงโฉนดและเอกสารที่เกี่ยวข้องรองรับถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อปี 2533 เจ้าของที่ดิน ได้ยกที่ดินให้กับวัด โดยแสดงเจตนาให้นำไปใช้สร้างวัด ซึ่งตามเอกสารหลักฐานได้แบ่งที่ดินเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่ดินมีโฉนด เนื้อที่กว่า 21 ไร่ ส่วนที่ 2 เป็นที่ดินไม่มีโฉนด แต่มีหลักฐาน ส.ค.1 เนื้อที่ 5 ไร่
ต่อมาในปี 2535 ผู้ถือกรรมสิทธิ์เสียชีวิต ทำให้ภรรยายื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก และปี 2544 ได้ยื่นฟ้องขับไล่ในส่วนที่ดิน 5 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดิน 21 ไร่ เนื่องจากมีแม่ชีเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งระหว่างที่ขึ้นศาลในปี 2544 ภรรยาของผู้บริจาคเคยยอมรับกับศาลว่า "รับทราบว่าสามีได้ยกที่ดิน 21 ไร่ให้วัด" และไม่ได้ติดใจในที่ดินส่วนนั้น แต่ยังติดใจในส่วนที่ดิน 5 ไร่ แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การยกให้ ที่ดินมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และโจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน 5 ไร่ จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
ต่อมาฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลยกฟ้องเช่นกัน จากนั้นโจทก์ยื่นฎีกา โดยศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่รับพิจารณา ทำให้คดีดังกล่าวสิ้นสุดลง ต่อมาภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต ทางทายาทจึงเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกต่อ และเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินอีกครั้ง โดยมีการนำที่ดิน 5 ไร่ ไปยื่นขอออกโฉนด แต่เมื่อดำเนินการรังวัด ปรากฎว่าเนื้อที่เพิ่มเป็นกว่า 6 ไร่ ซึ่งพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกันและทับซ้อนกับพื้นที่สวนหย่อมและสวนสาธารณะของเทศบาลนครขอนแก่น ทำให้เทศบาลขอนแก่นยื่นคัดค้าน ฃ
ฝ่ายบุตรในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3 ประเด็น ประเด็นแรก ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ตามผลการรังวัดใหม่ ประเด็นที่ 2 อ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรส แม้บิดาจะทำหนังสือยกที่ดินให้วัด แต่บิดาและมารดาเป็นคู่สมรสกัน ที่ดินจึงต้องเป็นของมารดาครึ่งหนึ่ง และขอให้เพิกถอนสัญญา และประเด็นสุดท้าย ฝ่ายโจทก์อ้างว่า จากที่ดินตามโฉนด 21 ไร่ บิดายกให้วัดเพียง 6 ไร่ จึงขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดและออกโฉนดเนื้อที่ 6 ไร่ ในส่วนที่เป็นบริเวณเมรุให้แก่วัด โดยคดีนี้มีการต่อสู้กันมาจนถึงศาลฎีกา
สำหรับข้อสงสัยว่า ราคาที่ดินบริเวณวัดซึ่งมีมูลค่าสูงอาจเป็นปัจจัยดึงดูดให้ทายาทของผู้บริจาคต้องการที่ดินคืนหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นให้ข้อมูลว่า ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ รอบปี 2566–2569 ระบุว่า โฉนดเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 8,900 บาท คิดเป็นราคาประเมินรวม 77,972,900 บาท
โดยพระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัด กล่าวว่า วัดแห่งนี้ได้รับการประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2541 หลังได้รับบริจาคที่ดิน แต่ผู้บริจาคยังเซ็นชื่อโอนกรรมสิทธิ์ไม่เรียบร้อย กลับเสียชีวิตก่อน ทำให้วัดครอบครองที่ดินปรปักษ์ ตั้งแต่ปี 2535-2547 ซึ่งญาติของผู้บริจาคไม่เคยฟ้องร้องมาก่อน จึงอยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาคุ้มกันความปลอดภัย เพราะหวั่นว่าจะได้รับอันตราย
ด้านพระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ทางวัดมองว่าเป็นการคุกคามไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันมาแล้วประมาณ 2–3 ครั้ง โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวเคยมาล้อมกุฏิและเรียกร้องให้ย้ายออกจากวัด รวมถึงมีการกลั่นแกล้งด้วยการแจ้งกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด กระทั่งล่าสุดมีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาปิดทางเข้า–ออกวัด
สำหรับข้อพิพาทเรื่องที่ดินนั้นมีมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ภรรยาของผู้บริจาคที่ดินยังมีชีวิตอยู่ โดยทางวัดเคยถูกยื่นฟ้อง แต่เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว วัดเป็นฝ่ายชนะคดี ต่อมาภายหลังภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรของผู้บริจาคได้ยื่นฟ้องวัดและเรียกร้องขอที่ดินคืน
พระครูอดุลย์สารนิเทศกล่าวว่า ทางวัดไม่ได้ต้องการเป็นคู่กรณีหรือมีข้อพิพาทกับบุคคลใด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น ทางวัดเชื่อว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาคที่ดิน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่และกระบวนการทางกฎหมาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทางวัดและพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ภายในวัดมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ขณะนี้พระสงฆ์จะไม่ออกไปรับกิจนิมนต์เพียงลำพัง และหากมีญาติธรรมเดินทางมาทำบุญภายในวัด ก็จะให้ลูกศิษย์มาอยู่ด้วย เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดเหตุไม่ปลอดภัยขึ้นอีก
ทางรายการได้ติดต่อหาฝั่งทายาท "คุณดา" ซึ่งเป็นตัวแทนฝั่งทายาทได้ตั้งข้อสังเกตและโต้แย้งว่า การที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานออกมาพูดว่า วัดก่อตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากวัดอ้างว่าได้รับสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายมานานกว่า 30 ปีแล้ว เหตุใดจนถึงปัจจุบันชื่อหลังโฉนดที่ดินจึงยังคงเป็นชื่อของนายเฮียง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อวัดแต่อย่างใด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันโฉนดตัวจริงนั้นอยู่ที่ไหน เจ้าอาวาสได้นำไปทำอะไรหรือไม่ หรือมีใครนำไปจำนองแล้วถูกยึดไปแล้วหรือไม่ หรือเจ้าอาวาสได้เขียนชื่อตัวเองใส่ด้านหลังโฉนดหรือไม่
แท็กที่เกี่ยวข้อง รายการโหนกระแส ,โหนกระแส