15 ม.ค. 2563
‘จัสติน ทรูโด’ ชี้ ‘ทรัมป์’ มีส่วนอย่างมากในการทำให้เกิดเหตุเครื่องบินตกที่อิหร่าน
จากเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินยูเครนตกที่อิหร่าน ทางการอิหร่านได้ออกมายอมรับผิดว่าเขาได้ยิงขีปนาวุธใส่เครื่องบินนี้จริง แต่ไม่ได้ตั้งใจ หลังจากที่มีหลักฐานภาพปรากฏออกมาชัดเจน
ล่าสุด นายโกลัมฮุสเซน เอสมาอีลี โฆษกตุลาการของอิหร่าน แถลงว่า ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี มีคำสั่งให้ได้จับกุมตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากกรณีที่ใช้ขีปนาวุธยิงเครื่องบินโดยสารตกเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดหรือจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมแต่อย่างใด
ทางประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ยังได้มีการจัดตั้งศาลพิเศษสำหรับสืบสวนดำเนินการคดีนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตที่ส่วนมากเป็นชาวอิหร่านและชาวแคนาดา ในขณะที่ทางประชาชนชาวอิหร่านมีการออกมาประท้วงอย่างต่อเนื่อง มีทั้งฝั่งสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล โดยฝั่งที่ต่อต้านได้บอกว่า แค่เพียงคำขอโทษคงไม่เพียงพอสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดก้าวลงจากตำแหน่ง
ส่วนฝั่งคนที่สนับสนุนรัฐบาล เขามีความเชื่อว่า ปฏิบัติการกองกำลังไออาร์จีซีไม่ผิด แต่ว่าสหรัฐฯ ต่างหากที่เป็นต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด ทำให้ความขัดแย้งนั้นเพิ่มขึ้นจากการสังหารนายพลโซไลมานี ซึ่งจากการประท่วงที่เกิดขึ้น มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย จากการถูกยิง
ส่วนทางฝั่งแคนาดา นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด เข้าร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับเหยื่อที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว และย้ำชัดว่าจะไม่กยุดการสืบสวนจนกว่าเหยื่อทั้งหมดจะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งทางด้านนางเคธี่ ฟ็อกซ์ ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งของแคนาดา ออกมาแถลงว่า ตอนนี้รัฐบาลเตหะราน ยอมให้เจ้าหน้าที่ของแคนาดาเข้าไปสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านแล้ว
นอกจากนี้ นายกทรูโด ยังพูดในเชิงตำหนิประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเต็มๆ เพราะเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น และเสียใจเป็นอย่างมากที่ชาวแคนาดาต้องมาเสียชีวิต เพียงเพราะความตึงเครียดและความขัดแย้งของชาติอื่น นายกทรูโดพูดในเชิงว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้น่าจะหลีกเลี่ยงได้
นอกจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง นายกทรูโดยังต้องรับมือและชี้แจงรายละเอียดอีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของราชวงศ์อังกฤษ กับการที่เจ้าชายแฮรี่และเมแกน มาร์เคิล ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ มีพระประสงค์ที่จะแบ่งเวลาประทับระหว่างสหราชอาณาจักรและแคนาดา ซึ่งแคนาดาก็เป็นประเทศหนึ่งในเครือจักรภพ ก็จะต้องมีดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ มีพระประสงค์ที่จะแบ่งเวลาประทับระหว่างสหราชอาณาจักรและแคนาดา หน้าที่ถวายความดูแลและอารักขา ถึงแม้ว่าทั้ง 2 พระองค์จะประกาศลดบทบาทการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง
หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงพระราชทานอนุญาตให้เจ้าชายแฮรี่และเมแกน มาร์เคิล ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ แบ่งเวลาประทับระหว่างสหราชอาณาจักรและแคนาดาได้ และมีกระแสข่าวออกมาว่าชาวแคนาดาไม่ค่อยชอบใจนัก หากทั้ง 2 พระองค์เสด็จมาประทับที่แคนาดาจริง เพราะรัฐบาลต้องนำเงินไปจ่ายเป็นค่าถวายอารักขาเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นภาษีของประชาชนแคนาดา หลายคนมองว่าทั้ง 2 พระองค์ไปประทับที่สหรัฐอเมริกาจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม โฆษกประจำตัวของดยุคและดัชเชส ออกมาเปิดเผยว่า การตัดสินพระทัยมาประทับที่แคนาดานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของแคนาดาในบรรดาเครือจักรภพ และอีกเหตุผลหนึ่ง อาจเพราะทั้ง 2 พระองค์เคยเสด็จไปประทับที่เกาะแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา แล้วทรงชื่นชอบในความสวยงามของภูมิทัศน์ที่นั่น
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ออกมาเผยว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัด สำหรับการย้ายที่ประทับของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน และจะต้องมีการหารือกันต่อไป โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ประชาชนเป็นกังวลกันอยู่ ซึ่งทางรายงานมีการระบุว่า งบประมาณสำหรับการถวายอารักขาอาจสูงถึงปีละ 1 ล้านปอนด์เลยทีเดียว
แต่นายกทรูโดก็ย้ำว่ารัฐบาลแคนาดายินดีและพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งคำพูดของนายกทรูโดนั้น เกิดขึ้นจากการที่เขาได้รับประกันเป็นการส่วนตัวกับควีนอลิซาเบธที่ 2 บอกว่าจะถวายการดูเจ้าชายแฮร์รี่ พร้อมด้วยพระชายาและพระโอรส ถ้าหากทั้งหมดทรงเลือกประทับที่แคนาดาจริงๆ
15 ม.ค. 2563
2.4K views
EP อื่นๆ
15 ม.ค. 2563
15 ม.ค. 2563
15 ม.ค. 2563
15 ม.ค. 2563
รอบโลกยามเช้าประจำวันที่ 15 มกราคม 2563
15 ม.ค. 2563
15 ม.ค. 2563
คลิปเต็มรายการโลกยามเช้า 15-01-2020
14 ม.ค. 2563
14 ม.ค. 2563
14 ม.ค. 2563
14 ม.ค. 2563
14 ม.ค. 2563
14 ม.ค. 2563
รอบโลกยามเช้าประจำวันที่ 14 มกราคม 2563
14 ม.ค. 2563
14 ม.ค. 2563
คลิปเต็มรายการโลกยามเช้า 14-01-2020
13 ม.ค. 2563
13 ม.ค. 2563
13 ม.ค. 2563
รวมไฮไลท์เทคโนโลยีที่น่าสนใจจากงาน CES 2020
13 ม.ค. 2563