18 เม.ย. 2569
IMF ชี้ “ไทย” อยู่ในกลุ่มเสี่ยงวิกฤตพลังงาน แนะ “รัฐบาล” บริหารจัดการให้ดี เผย “เอเชีย” กระทบสุด
IMF ชี้ “ไทย” อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงาน เหตุพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซถึง 8% ของ GDP แนะ “รัฐบาล” บริหารจัดการให้ดี เน้นช่วยกลุ่มเปราะบางแบบเฉพาะเจาะจง เผยแนวโน้มเศรษฐกิจ “เอเชีย” เจอ “ภาวะช็อกด้านพลังงาน” มากที่สุดในโลก
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ให้คำแนะนำด้านนโยบายการเงินแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ควรพิจารณาระงับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เพื่อรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย หรือ Policy Space ไว้ใช้ยามจำเป็นในอนาคต แม้อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม โดยย้ำว่านโยบายการเงินต้องมีความคล่องตัวต่อสถานการณ์โลก
สำหรับสถานะทางการคลัง IMF ประเมินระดับหนี้สาธารณะของไทยที่ร้อยละ 65 ถึง 66 ว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ โดยควรยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบทั่วไป และเปลี่ยนเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Targeted Support แก่ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณและปล่อยให้กลไกราคาทำงานอย่างแท้จริง
ในระยะยาว IMF เน้นย้ำให้ไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานทางเลือกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อภาวะช็อกด้านราคาพลังงานในอนาคต
โดย นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ระบุอีกว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียจะก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด วงจรสินค้าเทคโนโลยีที่ช่วยหนุนการส่งออก และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย แต่ปัจจัยบวกเหล่านี้กำลังถูกบดบังด้วยผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลจาก IMF ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจเอเชียมีการใช้พลังงานสูงมาก โดยสัดส่วนการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นราว 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งสูงกว่ายุโรปเกือบ 2 เท่า นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในภูมิภาค ทำให้เอเชียต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 2.5% ของ GDP
ผู้อำนวยการ IMF ชี้ว่า นี่คือภาวะช็อกที่จะส่งผลกระทบต่อเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งสิ่งที่จะเห็นคือ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง และสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่ย่ำแย่ลง
IMF คาดการณ์ว่าในกรณีทั่วไป การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียจะชะลอตัวจาก 5% ในปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 แต่ในกรณีที่เลวร้าย หากสงครามรุนแรงขึ้น การเติบโตของเอเชียอาจลดลงสะสม 1 – 2% ภายในปี 2570
นายกฤษณะเสริมว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงแต่จะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น แต่อาจทำให้เกิดการขาดแคลน เคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน รวมถึงก๊าซที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอาหาร ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงและเฉียบพลันยิ่งขึ้น
17 เม.ย. 2569
99 views
EP อื่นๆ
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569
17 เม.ย. 2569