บันเทิง

'ไบรท์ วรวิทย์" ตัวแทนลิขสิทธิ์เพลงพบ "ทนายรัชพล" ยันเจ้าของโรงแรมดังละเมิด จงใจเพื่อการค้า

โดย kanyapak_w

4 ก.ค. 2567

529 views

'ไบรท์ วรวิทย์" ตัวแทนลิขสิทธิ์เพลงพบ "ทนายรัชพล" ยันเจ้าของโรงแรมดังละเมิด จงใจเพื่อการค้า ดีลเจรจาค่าเสียหาย 3.5 แสนบาท ไม่ถึง 1 ล้านตามที่เจ้าของโรงแรมอ้าง



วันที่ 4 ก.ค. 67 เมื่อเวลา 12.00 น. นายวรวิทย์ หรือ ไบร์ท ตัวแทนลิขสิทธิ์เพลงของนายฉัตรชัย ดุริยประณีต หรือ นก วงเฉลียง และนายเสนีย์ ฉัตรวิชัย หรือ ปื๊ด วงอินโนเซ้นท์ พร้อมทนายความ เดินทางมาพบทนายรัชพล ศิริสาคร ที่สำนักงานทนายความ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อปรึกษาข้อกฎหมายจากกรณีที่นัท เลอทาน่า หรือนายกิตติพันธ์ นักร้องและเจ้าของโรงแรมดังย่านบางพลี ให้ข่าวว่าถูกเจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์เรียกเก็บเงินค่าละเมิดเป็นจำนวนเงินที่สูงถึง 1 ล้านบาทนั้น



นายวรวิทย์ หรือ ไบร์ท ตัวแทนลิขสิทธิ์เพลง เปิดเผยว่า ตนซึ่งเป็นตัวแทนของพี่ๆ ผู้ประพันธ์เพลงและได้รับการแต่งตั้งเป็นดูแลการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ช่วงประมาณเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตนไปพบว่าทางเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการนำเพลงทนได้ทนไป ซึ่งเป็นหนึ่งในบทเพลงที่ตนเองดูแลเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ ไปร้องไปดัดแปลงทำดนตรีใหม่โดยเล่นอยู่ในโรงแรม และมีการอัดคลิปไปลงแพลตฟอร์มในโซเซียล



โดยมีการนำโลโก้โรงแรมมาใส่ในคลิปที่เผยแพร่ด้วย โดยไม่ได้มีการขออนุญาตนำเพลงไปใช้อย่างถูกต้อง เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าอย่างชัดเจน เพราะทางผู้ที่นำไปเพลงไปร้องซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรม ได้พีอาร์ประชาสัมพันธ์โรงแรม ขายเครื่องดื่ม ห้องพัก และยังมีรายได้จากแพลตฟอร์มที่นำคลิปไปลงอีกช่องทางหนึ่งด้วย



นายวรวิทย์ หรือ ไบร์ท กล่าวอีกว่า หลังพบว่าทางนักร้องเจ้าของโรงแรมละเมิดลิขสิทธิเพลงแล้ว ตนได้ให้ทนายตรวจสอบหลักฐานการละเมิดลิขสิทธิ์และสอบถามไปยังผู้ประพันธ์เพลงต่างๆ พบว่า ผู้ประพันธ์เพลงไม่เคยได้รับการติดต่อขออนุญาตใช้เพลง ตนจึงติดต่อแจ้งกับเจ้าของโรงแรมเรื่องที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 67 เพราะจากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงถึงจำนวน 10 เพลงด้วย จึงได้นัดหมายเจรจากัน โดยได้มีตัวแทนจากบริษัทที่เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับช่องออนไลน์การเผยแพร่ทางโรงแรมร่วมอยู่ด้วย


ซึ่งการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงเรียกค่าละเมิดสิทธิจะอยู่ที่ขั้นต่ำ 1 แสนบาทต่อเพลง ซึ่งตนก็ได้เรียกค่าเสียหายไปที่เพลงละ 1 แสนบาท 10 เพลงก็เท่ากับ 1 ล้านบาทพอดี แต่สุดท้ายมีการพูดคุยเจรจากันทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายตนผู้ถือลิขสิทธิเพลง กับทางนักร้องเจ้าของโรงแรมและฝ่ายกฎหมายของโรงแรม จนได้ตัวเลขสรุปจบกันที่ 3.5 แสนบาท ต่อ 10 เพลงที่ถูกละเมิดไป เฉลี่ยแล้วตกเพลงละ 3.5 หมื่นบาท ตนจึงได้แจ้งให้ทางผู้ประพันธ์รับทราบ ซึ่งผู้ประพันธ์ ก็บอกว่า โดยปรติ การขออนุญาต ทำซ้ำดัดแปลง หนึ่งต้นแบบ จะคิดราคาประมาณ 4-5หมื่นบาท ราคาเฉลี่ย 3.5 หมื่นบาท ต่อเพลงนั้น นับว่าต่ำกว่าราคาที่ซื้อลิขสิทธิ์เพลงโดยปรกติเสียอีก แต่ก็ให้สิทธิตนพิจารณาตามเห็นสมควร



ตนจึงได้ตกลงราคาที่ต่ำกว่าการซื้อลิขสิทธิ์เพลงปรกติ รวม 10 เพลง เป็น เงิน 3.5 แสนบาท ไปแจ้งให้กับทางทีมโรงแรม ว่าเหมาราคาสิบเพลงตามตกลงร่วมกัน แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากทางโรงแรมแต่อย่างใด



ต่อมาตนได้ให้ทนายจึงส่งโนติสแจ้งให้ชำระค่าละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลง ทนได้ทนไป ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ไปที่บ้านเจ้าของโรงแรม แต่เขาก็เพิกเฉย ไม่มีการติดต่อกลับใดๆ จึงได้ส่งไปในครั้งที่ 2 อีกวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 รอบนี้ส่งไปที่บ้านของเจ้าของโรงแรม และส่งไปที่บริษัทของโรงแรมด้วย



จากนั้นเจ้าของโรงแรม ได้ให้ตัวแทนฝ่ายกฎหมาย ติดต่อกลับมาทางทนายของพี่นก ฉัตรชัย ผู้ประพันธ์เพลง ในวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2567 ทางทนายของพี่นกแจ้งตัวเลขตามเดิม คือ 3.5 แสนบาท ต่อ 10 เพลง ทางตัวแทนฝ่ายกฎหมายของโรงแรม ได้ขอเวลาไปแจ้งกับเจ้าของโรงแรมแล้วก็เงียบไป จนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ติดต่อไปอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด



ทำให้ต่อมาทางทนายในวันที่ 5 มีนาคม 2567 ทางทนายความได้เข้าแจ้งความเรื่องการละเมิดลิขสิทธิเพลง ทนได้ทนไปก่อน เพียงแค่เพลงเดียวเพราะหวังจะให้โอกาสเจ้าของโรงแรม ได้ติดต่อมาคุยกันให้จบ ถ้าหลังออกหมายเรียกแล้วคุยกับเจ้าของโรงแรม ไม่ได้ หรือไม่ชำระ จึงจะไปแจ้งความเพลงที่เหลือ 9 เพลงตามไป ต่อมาทางตำรวจได้ออกหมายเรียก นัดเจ้าของโรงแรม มาพบเพื่อทราบข้อกล่าวหา และให้ทางเจ้าของโรงแรมติดต่อกลับไปยังตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อชำระค่าละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย เพราะหลักฐานพยานที่ตำรวจตรวจสอบข้อมูลแล้ว มีการละเมิดลิขสิทธิ์จริงๆ แต่ทางเจ้าของโรงแรมจะขอจ่ายเงินเพียง 1แสนบาทเท่านั้น ทำให้ทางตนผู้ดูแลลิขสิทธิ์ไม่สามารถตกลงกับทางเจ้าของโรงแรมได้



และยังพบเจอคลิปเพลงบางเพลงใน10เพลงดังกล่าวที่ได้แจ้งไป ยังคงค้างอยู่บ้างในบางแพลตฟอร์ม เพราะทางโรงแรม ลงหลายแพลตฟอร์ม จึงไม่ได้ลบทั้งหมดอย่างที่ได้พูดไว้ในคลิปหลายๆคลิปที่ออกมาพูดเรื่องคดี ทนได้ทนไป เพราะทนายตรวจเจออยู่จริงๆในบางเพลง และที่แน่ๆคือคลิปสตรีมไลฟ์สดร้องเพลงที่เผยแพร่ในยูทูป เกือบทุก EP จะมีโลโก้ เครื่องหมายการค้า ของโรงแรม เท่าที่ตรวจดู เจ้าของโรงแรม แทบไม่ได้ลบเลย ซึ่งคลิปเหล่านี้ได้สร้างผลประโยชน์รอบด้านให้กับโรงแรม เจ้าของโรงแรม อาจจะเข้าใจว่าทางเราไม่ได้มาดูตรงนี้ เพราะมันเป็นคลิปเพลงรวม คลิปยาวเป็นชั่วโมงและเยอะมาก เลยอาจจะนึกไม่ถึงว่าเราจะตรวจตรงนี้ด้วย ระหว่างที่ตรวจดู ทนายก็เจอเพิ่มขึ้นๆ จึงทยอยเก็บไปด้วยตามที่เจอ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ทนายได้ยื่นฟ้องในเพลงทนได้ทนไป 1 เพลงก่อน เพราะถ้ายื่นฟ้องพร้อมกันหมดทุกคดี ทุกเพลง



อาจจะสร้างความวุ่นวายให้ทุกฝ่ายได้ อีกทั้งจะโดนมองว่าตั้งใจมาค้าความ เลยยื่นฟ้องแค่1เพลงและการกระทำความผิดน้อยกรรมก่อน เพราะยังมีความคิดว่า การยื่นฟ้องรอบนี้จะเป็นการทำให้เจ้าของโรงแรม ได้มาคุยกับทางเรา เพราะก่อนหน้านั้นทางตนพยายามติดต่ออย่างเต็มที่แต่ติดต่อไม่ได้ โดนบล็อค ไม่รับสาย ให้ทางทนายติดต่อก็ไม่สำเร็จ ติดต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง มีบางครั้งที่ทนายติดต่อไป แต่ก็ยังคงไม่ได้คำตอบอีกเช่นเคย เลยคิดว่าการฟ้องร้องครั้งนี้ หมายศาลจะทำให้เจ้าของโรงแรม ได้เข้ามาเจรจาให้เรียบร้อย



ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี เป็นเพียงการปกป้องสิทธิ์ของผู้ประพันธ์เพลงเท่านั้น เพราะถ้าหากตั้งใจดำเนินคดีอย่างจริงจัง สามารถฟ้องทีเดียวครบ10เพลงได้เลย แถมเพลงที่เหลือกรรมความผิดเยอะมากๆด้วย แต่เราไม่ทำเช่นนั้น เพราะหวังว่าถ้ามาคุยเพลงที่ฟ้องไปก่อน1เพลงได้จบ ก็จะได้เจรจาจ่ายในเพลงที่เหลือให้จบทั้งหมด ทางตนคิดแบบนี้ ไม่งั้นคงไม่พยายามติดตามเจรจามาอย่างยาวนานตั้ง 5 เดือนกว่า



แต่ต่อมาการที่ทางเจ้าของโรงแรม ไปอัดคลิปพูดถึงคดี เพลงทนได้ทนไป และเพลงอื่นๆ ทำให้ผู้ประพันธ์เพลงและตนผู้รับมอบอำนาจ ถูกว่ากล่าวเสียๆหายๆไปในวงกว้างมากๆ



โดยเน้นประเด็นเพลงละแสน สิบเพลงล้าน ซึ่งอันที่จริง ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยในราคา เพลงละประมาณ 3.5 หมื่นบาท 10 เพลงเป็นเงิน 3.5 แสนบาท มาตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเจรจาและยึดถือตัวเลขนี้มาตลอด แต่ทางเจ้าของโรงแรม กลับพูดเน้นย้ำว่า ทางผู้รับมอบอำนาจ จะเก็บในราคา 1 แสนบาท รวม 10 เพลง เป็นเงิน 1 ล้านบาท โดยไม่พูดข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่าทางโรงแรม ทราบราคา เฉลี่ยเพลงละประมาณ 3.5 หมื่นบาท ต่อเพลง แล้วก็ไม่ติดต่อกลับมาเพื่อชำระค่าละเมิดลิขสิทธิ์เพลงให้เรียบร้อย ตามที่ตกลงกันไว้ในตอนแรกเป็นการไม่สมควรแล้ว เพราะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆมากมาย ค่าทนาย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินงานไปมากพอสมควร



อีกทั้งการอัดคลิปไม่พูดความจริงทั้งหมด ให้ครบถ้วน การพูดของเจ้าของโรงแรม ทำให้คนในสังคมวงกว้าง มีความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชัง ผู้ประพันธ์เพลงและผู้รับมอบอำนาจ รวมถึงในคลิปของเจ้าของโรงแรม ได้มีการนำสำเนาคำฟ้องมาแสดงเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลผู้เกี่ยวข้องในคดี ซึ่งเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง



ทางทีมผู้ประพันธ์เพลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิ์และศักดิ์ศรีของทุกคนในคดี ทนได้ทนไป ที่ถูกกล่าวถึงครับ



ทางด้านทนายรัชพล ศิริสาคร ทนายความกล่าวว่า ในส่วนของทางกฎหมาย คือเขาใช้ความรู้ความสามารถมาแต่งเพลง มันเป็นผลงานสร้างสรรค์ของเขา หรือใครก็ตามที่เป็นศิลปินเขาก็มีลิขสิทธิ์ พอมีลิขสิทธิ์คนอื่นจะเอาไปร้องไปทำซ้ำไปดัดแปลง มันต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ ถ้าเกิดว่าไม่ขอแล้วเอาไปใช้ทางการค้า ตามกฎหมายก็มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี ปรับตั้งแต่100,000-800,000 บาท รวมทั้งต้องมีการชดใช้เยียวยาค่าเสียหายด้วยตามกฎหมายแพ่งบวกอาญา เรื่องนี้ทางพี่นัทเจ้าของโรงแรมเองก็ยอมรับแล้วว่าเขาละเมิดจริง เพียงแต่ว่าข้อตกลงในส่วนของราคามันไม่ลงตัวกัน ถ้าเกิดว่าไม่ชดใช้ความเสียหายขึ้นมา แล้วเขาไม่ถอนแจ้งความจะมีโทษทางอาญา



ดังนั้นถ้าเกิดว่าตกลงกันไม่ได้ ตนสามารถเป็นตัวกลางได้ที่จะให้ไกล่เกลี่ยกัน แต่ต้องดูว่ายอดสุดท้ายแล้วอยู่ที่เท่าไร ถ้าเกิดว่าทางพี่นกฉัตรชัยหรือคุณไมค์หรือใครก็ตามไม่ยอม มันก็จะมีคดีอาญาตามมา เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากฝากถึงพี่นัทลองคิดดูสักนิดนึง ถ้าเกิดไม่จ่ายแล้วเขาดำเนินคดีอาญา มันต้องไปศาลแล้วสุดท้ายศาลจะสั่ง มันมีโทษจำคุกด้วยโทษปรับอีก แล้วต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกเช่นกัน ก็อยู่ที่ว่าจะชดใช้ค่าเสียหายตรงนี้แล้วจบหรือจะไปชดใช้ในศาล อาจจะได้ชดใช้น้อยลงกว่าที่เขาเรียก แต่จะมีโทษจำคุกด้วยหรือเปล่าโทษปรับอีกหรือเปล่าก็ต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วย



ในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์สมมุติว่าคุณไปร้อง หรือเอาไปดัดแปลงจากเพลงช้าๆเป็นเพลงรัก ก็เรียกว่าเป็นการดัดแปลงเพลง เข้าข่ายเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าเกิดไม่มีการขออนุญาต ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเอาไปเพื่อการค้า มันมีโทษจำคุก 6 เดือนถึง 4 ปี และปรับเป็นแสนถึง 800,000 บาท รวมทั้งในทางกฎหมายแพ่งต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย




คุณอาจสนใจ

Related News