อาชญากรรม

โฆษก ตร. รับ "หมิงเฉิน ซัน" เชื่อมโยงแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ยันไม่พบหลักฐานเตรียมก่อวินาศกรรมในไทย

3 ชั่วโมงที่แล้ว

42 views

ความคืบหน้าคดี นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน วัย 31 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำใน จ.ชลบุรี จนนำไปสู่การขยายผลทลายคลังแสง อาวุธสงครามร้ายแรง อาทิ ระเบิด C4, ปืน M16 และระเบิดสังหารจำนวนมาก ที่ซุกซ่อนในบ้านพักหรูเมืองพัทยา

วันนี้ (12 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางดิจิทัล พบประวัติการแชตสนทนา ภาพการฝึกใช้อาวุธ และการเริ่มสะสมอาวุธมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยมูลเหตุจูงใจสำคัญมาจากการเตรียมการเพื่อรับมือกับความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ด้วยกันเอง

ทั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวยืนยันว่า จากพยานหลักฐานที่มีในปัจจุบัน ยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าผู้ต้องหาหรือเครือข่ายมีเป้าหมายที่จะก่อวินาศกรรมในประเทศไทย หรือนำอาวุธไปก่อเหตุทำร้ายประชาชนคนไทยแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและสะสมอาวุธไว้เพื่อฆ่าตัวตายนั้น ถือเป็นสิทธิในการให้การของผู้ต้องหา แต่ในทางคดี เจ้าหน้าที่จะยึดถือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายเป็นสำคัญ

ในด้านการตรวจสอบเส้นทางการเงิน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ได้รับมอบหมายให้เข้ามาตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยพบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบหลายสิบล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโทเคอร์เรนซี ที่ถูกนำไปใช้ในกระบวนการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังบริษัทที่ผู้ต้องหาเคยจดทะเบียนร่วมกับอดีตภรรยา ตลอดจนตรวจสอบมูลเหตุของการจดทะเบียนสมรส เพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดทั้งหมด สำหรับประเด็นด้านสถานะบุคคลและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ต้องหานั้น

จากการตรวจสอบพบว่า นายหมิงเฉิน ซัน เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้หนังสือเดินทางของประเทศจีนและกัมพูชา ประกอบกับการถือครองวีซาประเภท PE (Privilege Entry Visa) ซึ่งเป็นวีซาสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังทรัพย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหามีสถานะพำนักระยะยาว (Residence) ในประเทศเกาหลีใต้ และมีการทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรสีชมพู

จากกรณีดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียน โดยจะเสนอให้มีการประสานข้อมูลด้านความมั่นคงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการพิจารณาออกวีซา และอาจนำระบบการให้คะแนน (Scoring) สำหรับชาวต่างชาติมาใช้ในอนาคต เพื่อปิดช่องโหว่ ไม่ให้กลุ่มอาชญากรอาศัยกำลังทรัพย์ในการใช้สิทธิพิเศษเข้าประเทศ ส่วนกรณีการทุจริตเรียกรับเงิน 2,000 บาท เพื่อทำข้อมูลเท็จในการออกบัตรสีชมพูนั้น ถือเป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ในส่วนของการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ขณะนี้มีผู้ต้องหาในคดีรวมทั้งสิ้น 6 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธปืนสั้น Glock ให้กับผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งเรื่องสอบสวนทางวินัยและดำเนินคดีอาญาแล้ว ขณะที่แหล่งที่มาของอาวุธสงครามอย่างปืน M16 และวัตถุระเบิด แม้กลุ่มผู้ค้าจะพยายามทำลายหลักฐานด้วยการลบหมายเลขประจำปืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถสืบทราบแหล่งที่มาได้อย่างน้อย 1 กระบอกแล้ว และกำลังเร่งสืบสวนต่อถึงกระบวนการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มข้น

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ใช่ฐานที่มั่น หรือพื้นที่ซ่องสุมของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติและกลุ่มทุนจีนสีเทา แต่ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายสแกมเมอร์ ประกอบกับความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของไทย อาจทำให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสใช้เป็นเส้นทางผ่านหรือพำนัก ขณะนี้ทางการไทยได้บูรณาการความร่วมมือกับประเทศจีนและกัมพูชาเพื่อทลายเครือข่ายดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงอำนาจอธิปไตยจากต่างชาติแต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำคดีนี้มาทบทวนเพื่อยกกระดับมาตรการคัดกรองและกำกับดูแลชาวต่างชาติกลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าประเทศไปจนถึงการพำนักอาศัย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

ส่วนอาการล่าสุดของผู้ต้องหา ที่พบว่ามีอาการชักเกร็งและช็อกอย่างรุนแรงจากความเครียดและการอดอาหารติดต่อกัน 3 วัน ระหว่างถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา ทำให้ต้องถูกส่งเข้ารับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล โดยขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอด 24 ชั่วโมง จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (คอมมานโด)

โฆษก ตร. ระบุว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ในความควบคุมดูแลของกรมราชทัณฑ์ จึงขอให้ทางราชทัณฑ์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้รับทราบสถานการณ์และได้สั่งการกำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการควบคุมและกำกับดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด แม้ว่าผู้ต้องหาจะมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลตามสิทธิขั้นพื้นฐานก็ตาม

สำหรับข้อสังเกตที่ว่าผู้ต้องหาอาจใช้ข้ออ้างเรื่องการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้าเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ทั้งที่มีพฤติการณ์เดินทางไปทั่วโลกและมีทรัพย์สินจำนวนมากนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยอมรับว่าจากการตรวจสอบพบประวัติการรักษาจริง แต่ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือกล่าวอ้างพยานหลักฐานทางการแพทย์ใดๆ ก็ได้ แต่ในกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่จะใช้ยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจนและมีน้ำหนักมากที่สุด คือพยานหลักฐานทางดิจิทัลและข้อมูลการสนทนาที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้ พร้อมยืนยันว่าตำรวจมีกระบวนการตรวจสอบที่รัดกุมและรู้เท่าทันผู้กระทำความผิด ไม่ถูกหลอกลวงด้วยคำกล่าวอ้างอย่างแน่นอน

ในส่วนของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่า หากไม่เกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ตำรวจก็คงไม่สามารถตรวจพบอาวุธและทลายคลังแสงนี้ได้ โฆษก ตร. ชี้แจงว่า ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการจับกุม ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ ไหวพริบและปฏิภาณ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เข้าระงับเหตุเป็นคนแรก (First Responder) ซึ่งไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงอุบัติเหตุจราจรทั่วไป แต่ได้ทำการสังเกต ตรวจค้น และขยายผลจนพบความผิดปกติ

ส่งผลให้สามารถสกัดกั้นและจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ก่อนที่จะนำอาวุธไปก่อเหตุร้าย แม้ว่าเป้าหมายของการก่อเหตุในครั้งนี้จะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็ตาม ซึ่งเหตุการณ์นี้จะถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาเพื่อขยายผลและทบทวนแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในตอนท้าย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจด่วนสรุปสำนวนคดีตั้งแต่วันแรกที่มีการจับกุมจนอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เคยมีการด่วนสรุปคดี ทุกกระบวนการสืบสวนสอบสวน การตั้งข้อหา และการให้ข่าวต่อสาธารณชน ล้วนดำเนินไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเป็นขั้นตอน รัดกุม และโปร่งใสมาโดยตลอด

คุณอาจสนใจ

Related News