อาชญากรรม

ทนายยัน “เบน สมิธ” ไม่ใช่สแกมเมอร์ เชื่อเป็นเหยื่อทางการเมือง ยังไม่พร้อมกลับไทยสู้คดี หวั่นไม่ได้ประกันตัว

7 ชั่วโมงที่แล้ว

148 views

ทนายยัน “เบน สมิธ” ไม่ใช่สแกมเมอร์ ถูกหมายจับเป็นข้อพิพาทคดีแพ่ง เชื่อถูกเป็นเครื่องมือทางการเมือง เผยเจ้าตัวยังไม่แจ้งเรื่องการกลับมาสู้คดี หวั่นไม่ได้รับประกันตัว ถามกลับ “โรม” พยายามเบี่ยงประเด็นที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทใช่หรือไม่

วันที่ 3 มี.ค.69 นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายเบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับกรณีตํารวจออกหมายจับ “เบน สมิธ” โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตำรวจจสอบสวนกลาง ออกหมายจับ เบน สมิธ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่นักการเมืองหรือใครหลายๆ คนออกมาพูดว่า เบน สมิธ เป็นนักฟอกเงินหรือสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจตั้งมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิพาทระหว่าง เบน สมิธ กับบริษัทในลาว จึงยืนยันได้ว่าสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่า เบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจหรือโบรกเกอร์ ไม่ใช่สแกมเมอร์

ทั้งนี้ ลักษณะของข้อกล่าวหา แตกต่างจากสิ่งที่ นายรังสิมันต์ โรม ได้เคยอภิปรายไว้ในสภาฯ วันแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ที่กล่าวหาว่า เบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตํารวจออกหมายจับ และกลายเป็นว่าข้อเท็จจริงคดีของเบน สมิธ ไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ฉ้อโกงคนไทย หรือทําอะไรที่ผิดกฎหมายตามที่พยายามเต้าข่าวกันมาในระยะเวลาหลายๆ เดือนที่ผ่านมา  

ภายหลังตํารวจออกหมายจับ นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีที่มีการออกหมายจับพร้อมชื่นชมตํารวจสอบสวนกลาง และเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของ เบน สมิธ จึงอยากฝากถึง นายรังสิมันต์ โรม ว่า เรื่องที่ออกหมายจับเมื่อวานเป็นเพียงคดีทางแพ่ง เรื่องที่อาจจะผิดสัญญาในการซื้อขายหุ้นของบริษัท ซึ่งในการพยายามเชียร์ให้มีการออกหมายแดงทําให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่น หรือประโคมข่าวเพื่อออกหมายแดง และนําเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม เหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นที่ถูก เบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่

และคดีเมื่อวานเป็นการแจ้งความว่า มีความเสียหายอยู่ที่ 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของเบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท ถ้าอยากให้ผิดจริงคุณต้องยึด 991 ล้านบาทไปและคืนหมื่นกว่าล้านบาทมาทุกอย่างจบ ส่วนตัวมองว่าสัดส่วนของการยึดทรัพย์ในคดีที่เกิดขึ้น ไม่ได้สัดส่วนกันเลย ยึดไปกว่าหมื่นล้าน แต่คดีมูลฐานที่นําส่ง ปปง. 991 ล้านบาท และเป็นเรื่องข้อพิพาททางแพ่งส่วนใหญ่ด้วยซํ้า

ทนายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลของคดีนี้คือมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง จากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญา ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด เพราะต้องนําไปใช้ต่อสู้ทางคดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับทางตำรวจสอบสวนกลาง มีข้อพิรุธหลักๆ 3 ประการ 1.ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้แจ้งความว่าเป็นบริษัทอะไร

2.ในเนื้อคดีมีการแจ้งความตั้งแต่ปี 2567 ปรากฏว่าช่วงแรกหนังสือมอบอํานาจจากประเทศลาวไม่มีการรับรองรายมือชื่อ จนเวลาผ่านมาถึง 9 ก.พ. มีตํารวจท่านหนึ่งในตำรวจสอบสวนกลาง ติดต่อไปทางผู้เสียหายในลาวหรือบริษัทในลาวบอกให้ไปแจ้งความใหม่ และทําหนังสือมอบอํานาจอีกรอบหนึ่ง และมาแจ้งความเมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา และวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมามีการตัดหมายเลขคดีอาญาและวันที่ 26 ก.พ.มีการออกหมายจับ น่าแปลกใจที่ระยะเวลาคดีรวดเร็วมากน่าต้องใจพอสมควร จึงอยากให้ทําคดีรวดเร็วกับทุกๆ คดีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน  

ข้อพิรุธสุดท้ายคือ มีการพูดว่าถูกโกงเมื่อปี 65 และมาแจ้งความปี 67 ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติในคดีอาญาส่วนตัว ระยะเวลาในการร้องทุกข์เพียง 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบ ซึ่งอายุความร้องทุกข์ขาดมาปีกว่า แต่ ตำรวจสอบสวนกลาง กลับรับแจ้งความเป็นสิ่งที่น่าตกใจมาก ซึ่งตำรวจสอบสวนกลาง อาจบอกว่าเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ

แต่อยากฝากถึงสังคมว่าคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คนแรกที่โดนคือ “ทนายตั้ม” และศาลแพ่งมีคําสั่งคืนทรัพย์สินให้ทนายตั้มแล้ว ซึ่ง เบน สมิธ เป็นคนที่ 2 ที่โดน จึงมองว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติและมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่

ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใด เบน สมิธ ไม่เคยไปชี้แจง ทนายวิฑูรย์ โชว์เอกสารยืนยันว่า เบน สมิธ ได้มีการชี้แจงต่อตํารวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 10 ก.ค.67 มีการลงรับเรียบร้อยแต่ก็มีการออกหมายจับทีหลัง และที่น่าสนใจคือยึดทรัพย์ไปก่อน และคดีอาญาตามมาทีหลัง ซึ่งไม่มีใครเขาทํากัน เพราะปกติต้องคดีอาญามาก่อนและคดีฟอกเงินตามมา

ทนายวิฑูรย์ บอกอีกว่า ตอนนี้ เบน สมิธ ยังไม่มีการแจ้งเรื่องการจะกลับมาสู้คดี เพราะยอมรับว่าในประเทศไทยเรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจ ส่วนตัวมองว่าถ้า เบน สมิธ กลับมาต่อสู้คดี ก็ควรจะให้สิทธิประกันตัวที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่เช่นนั้นคงต้องชั่งน้ำหนักว่าการกลับของ เบน สมิธ จะคุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่ อีกทั้งคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมาก และเมื่อเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงรวมถึงเป็นบุคคลที่สังคมจับตามอง ส่วนมากศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี ทนายความบอกว่า ที่ผ่านมาเอกสารหลักฐานที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางค่อนข้างชัดและครบถ้วน หลังจากนี้จะยื่นอะไรเพิ่มหรือไม่ จะต้องหารืออีกครั้ง  

ทั้งนี้ ในฐานะทนายความของเบน สมิธ ก็ยินดีที่จะเข้าสู่คดีที่ถูกออกหมายจับ เพราะเป็นคดีที่ไม่ใช่สแกมเมอร์ และสิ่งที่ เบน สมิธ ฝากมา ไม่ได้พูดเพื่อปกป้องตัวเอง แต่เพื่อปกป้องพื้นฐานว่าบุคคลในประเทศไทยไม่ควรมีใครที่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกลากเข้าไป และโจมตีกันไปมา

เมื่อถามว่า เบน สมิธ เคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทนายวิฑูรย์ตอบว่า นักธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยก็รู้จักนักการเมืองทั้งนั้น วันหนึ่งบุคคลเหล่านั้น อาจจะถูกโยงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้ เบน สมิธ อยู่ที่ประเทศใด ทนายวิฑูรย์ระบุว่า ขอไม่บอก


แท็กที่เกี่ยวข้อง  เบน สมิธ ,ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน

คุณอาจสนใจ

Related News