อาชญากรรม

รวบขบวนการเงินบุญ หลอกลงทุน 1 พัน แลกเงิน 1 ล้านบาท พบเงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้าน

4 ชั่วโมงที่แล้ว

147 views

เมื่อเวลา 10:00 น. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. นำแถลงผลการปฏิบัติการร่วมขบวนการระดมเงินบุญ หลอกลวงผู้เสียหายหลาย 10 ราย ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท พบเงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้านบาท สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 ราย

โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ ได้นำของกลางที่สามารถตรวจยึดได้ในคดีมาจัดแสดงประกอบการแถลงข่าว เช่น รถยนต์ 4 คัน อาวุธปืน โทรศัพท์มือถือ สมุดธนาคาร โฉนดที่ดิน บัตร ATM อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และของมีค่าอื่น ๆ ซึ่งทางตำรวจสามารถตรวจยึดของกลางได้จำนวนกว่า 206 รายการ มูลค่า 250 ล้านบาท

สำหรับพฤติการณ์ในคดีนี้ ทาง พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายปี 2568 ได้มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายรายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวกันเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. เนื่องจากถูกหลอกลวงชักชวนให้ร่วมลงทุนโครงการที่เรียกว่า “เงินบุญ” โดยการสร้างเรื่องราวแอบอ้างโครงการของรัฐบาลเพื่อหลอกลวงประชาชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นโครงการที่ถูกต้อง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญของประเทศ

จากการสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะอาศัยการชักชวนผู้เสียหายที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณ ที่มีเงินเก็บก้อนสุดท้าย ผ่านการหลอกลวงทางโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าชักชวนให้มาร่วมลงทุนโครงการสำคัญของรัฐบาล เพื่อเป็นการทำบุญช่วยเหลือประเทศชาติ ภายใต้ชื่อโครงการ "เงินบุญ" โดยอ้างกับผู้เสียหายว่า หากลงทุน 1,000 บาท ภายใน 1 เดือน จะได้ผลตอบแทนสูงถึง 1 ล้านบาท

เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ ก็จะชักชวนให้เข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ ใช้ชื่อว่า "ลงทุนเงินบุญ" ซึ่งจะมีการจัดประชุมและส่งข้อความเพื่อเร่งเร้าให้สมาชิกร่วมลงทุนและชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุน ปรากฏว่าพอถึงเวลากำหนดต้องจ่ายผลตอบแทน ผู้ต้องหาก็จะบ่ายเบี่ยงและอ้างว่าเกิดเหตุขัดข้อง พร้อมกับเปิดโปรโมชั่นใหม่ ซึ่งอ้างว่าเป็นโครงการของรัฐอื่น ๆ มาให้ประชาชนลงทุนเพิ่มเติม โดยได้กดดันและข่มขู่ว่า เพื่อเป็นการรักษาสถานภาพสมาชิกของกลุ่ม ถ้ากลุ่มผู้เสียหายไม่โอนเงินเข้าโครงการ ก็จะถูกตัดชื่อออกจากกลุ่มและไม่ได้รับเงินทุนคืน นั่นจึงทำให้กลุ่มผู้เสียหายไม่มีทางเลือกและติดกับอยู่กับวังวนที่ต้องการทุนคืน จึงยอมโอนตามโครงการใหม่ ๆ ที่กลุ่มผู้ต้องหาแอบอ้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยรวมมีมากกว่า 70 โครงการ ที่กลุ่มผู้ต้องหาได้แอบอ้าง

ตัวอย่างโครงการที่กลุ่มผู้ต้องหาอ้าง เช่น โครงการระดมทุนจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้เป็นค่าธรรมเนียมถอนเงินของประเทศชาติที่อ้างว่ามีผู้ใหญ่ในประเทศเคยฝากไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนกว่าพันล้านบาทในบัญชีธนาคารโลก ซึ่งผู้ต้องหาจะอ้างกับผู้เสียหายว่า เพื่อเป็นการทำบุญให้กับประเทศชาติ เราต้องช่วยกันระดมทุนค่าธรรมเนียม เพื่อนำเงินของประเทศชาติที่อยู่ในบัญชีธนาคารโลกกลับมาพัฒนาประเทศไทย พร้อมข่มขู่ว่า หากไม่ถอนเงินจากบัญชีธนาคารต่างประเทศคืนในเวลาที่กำหนด จะทำให้เงินเหล่านั้นหมดอายุความ หรือจะมีปัญหาต้องขึ้นศาลโลก หรือการแอบอ้างระดมทุนเพื่อเป็นค่าตอบแทนให้กับทางรัฐบาลสำหรับโครงการต่าง ๆ ของรัฐ เป็นต้น

โดยทุกการแอบอ้างจะบอกกับผู้เสียหายว่า เป็นการทำบุญช่วยเหลือประเทศชาติในยามวิกฤต เพื่อให้เกิดความรู้สึกกับผู้เสียหายให้ต้องการช่วยเหลือประเทศชาติและเป็นการทำบุญใหญ่ เพื่อให้รัฐบาลได้เงินมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการ "เงินบุญ"

ท้ายที่สุด เงินต่าง ๆ ที่กลุ่มผู้ต้องหาได้หลอกลวงผู้เสียหาย ก็ไม่ได้นำไปลงทุนจริง และไม่มีผลตอบแทนกลับคืนสู่ผู้เสียหายแม้แต่บาทเดียว จากการสืบสวนสอบสวนเส้นทางการเงินพบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้ทำงานเป็นขบวนการ เมื่อได้เงินมาก็จะโอนแจกจ่ายไปยังเครือข่ายต่าง ๆ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการฟอกเงิน ผ่านการแปรสภาพเงินให้เป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีค่า เช่น รถยนต์หรู ที่ดิน โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ กลายเป็นว่ากลุ่มผู้ต้องหาเสวยสุขอย่างสุขสบายบนความเดือดร้อนของกลุ่มผู้เสียหาย ที่ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิต

ขบวนการดังกล่าวในเรื่องกระทำความผิดตั้งแต่ปี 2560 เรื่อยมา โดยรวมแล้วมีผู้เสียหายเกินกว่า 30 ราย และคาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท ที่สำคัญยังพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนสูงกว่า 600 ล้านบาท

จากนั้นในวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ทางตำรวจกองปราบปรามพร้อมกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 11 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาระดับแกนนำขบวนการ พร้อมของกลางจำนวน 206 รายการ

จากการสอบถามหนึ่งในผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้เคยเข้าร่วมโครงการ “เงินบุญ” ตั้งแต่ปี 2551 ต่อมาเมื่อทราบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้จริง จึงได้อาศัยวิชาความรู้เทคนิคจากการเข้าฟังสัมมนา เริ่มก่อเหตุช่วงปี 2560 โดยเริ่มใช้วิธีการแอบอ้างบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ไปต่างประเทศคุยเรื่องหุ้น อ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายและค่าเดินทาง โดยให้ช่วยกันระดมทุนเพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนตามที่เสนอ

ทั้งนี้ เหยื่อส่วนใหญ่ยังคงโอนเงินเข้าร่วมโครงการต่อไป เนื่องจากเสียดายเงินที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้าและเชื่อคำชักชวนให้กำลังใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกส่งต่อไปยังหัวสายหรือแกนนำของขบวนการ

ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ตั้งข้อหาทั้ง 11 คนในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน , นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ,  ร่วมกันฟอกเงิน , สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่มีการสมคบกัน ซึ่งตอนนี้ผู้ต้องหาทั้ง 11 ราย ถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำหรือทัณฑสถานทั้งหมด

ทางด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นขบวนการเงินบุญ หรือขบวนการหลอกลวงประชาชนในลักษณะคล้ายคลึงกัน ยังมีอีกกว่า 5 ขบวนการทั่วประเทศ ซึ่งทางตำรวจกองปราบอยู่ในระหว่างการสอบสวน เพื่อที่จะไล่ล่ากวาดล้างกลุ่มขบวนการดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นขบวนการที่มีมานานอยู่พอสมควร อันสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือกลุ่มคนวัยเกษียณที่มีเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิต

จึงขอสร้างความตระหนักรู้และเตือนภัยแก่พี่น้องประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อกลุ่มคนที่ชักชวนลงทุนและอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูง รวมทั้งให้ระมัดระวังกลุ่มคนที่จะแอบอ้างรัฐบาลหรือผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความไขว้เขวหรือเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังและไม่ให้เกิดอุปทานหมู่กับกลุ่มคนเหล่านี้ ใครก็ตามที่ยังคงเป็นผู้เสียหายสามารถมาแจ้งความกับตำรวจได้ทันทีและรีบถอนตัวออกมาเสีย

รวมทั้งยังได้ฝากเตือนไปถึงกลุ่มผู้กระทำความผิดหรือที่ยังทำความผิดในลักษณะแบบเดียวกันหรือคิดที่จะทำแบบนี้ว่า ขอให้หยุดทำ ไปทำอาชีพอย่างอื่นดีกว่า การหลอกลวงคนมันบาป ถ้ายังไม่คิดจะเลิก ทางตำรวจก็จะดำเนินการกวาดล้างจับกุมดำเนินคดีโดยเด็ดขาดต่อไป

คุณอาจสนใจ

Related News