อาชญากรรม

'เบ็คแฮม' หนุ่มคลั่งไล่แทงคน ดับ 1 เจ็บ 1 โดนยำน่วม เผยป่วยซึมเศร้า เคยเสพยา อ้างกลัวคนตายมาทำร้าย

โดย nattachat_c

8 ธ.ค. 2565

483 views

หนุ่มคลั่งถือมีดไล่แทงคนในชุมชนภายในซอยกรุงเทพกรีฑา 3 ตาย 1 เจ็บ 1 ราย หนีเข้าบ้านล็อคประตู ตร.ล้อมจับยิงกระสุนยางขู่-ใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าบ้าน โดนรุมประชาทัณฑ์น่วม อ้างป่วยซึมเศร้า คิดว่าผู้ตายจะมาทำร้าย ตร.ตรวจสารเสพติดแต่ไม่พบ พ่อน้ำตาคลอยอมรับลูกเคยเสพยาเสพติดบำบัดจนหาย “เสียใจขออโหสิกรรม ขอโทษแทนลูกชาย”


วานนี้ (7 ธ.ค. 65) เวลา 09.47 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุชายไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงสีน้ำตาล ทราบชื่อนายปราบดา (สงวนนามสกุล) หรือเบ็คแฮม อายุ 20 ปี อยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง อาละวาดใช้อาวุธมีดแทงชาวบ้าน ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย บริเวณชุมชนลำสาลีพัฒนา ซอยกรุงเทพกรีฑา 3 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ


นายอุดม อายุ 69 ปี หนึ่งในผู้บาดเจ็บถูกแทงเข้าบริเวณหน้าท้อง สภาพนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน ชาวบ้านพากันเข้าไปช่วยเหลือปั๊มหัวใจ โทรแจ้งตำรวจและโทรแจ้งรถพยาบาล ก่อนที่ชาวบ้านจะช่วยกันหามตัวนายอุดมขึ้นรถกระบะ นำส่งโรงพยาบาลวิภาราม เสียชีวิตในเวลาต่อมา


ส่วนนายสุรเชษฐ์ อายุ 45 ปี ผู้บาดเจ็บอีกราย ถูกแทงบริเวณหลังลึก 10 นิ้ว นำส่งโรงพยาบาลราชวิถี อาการสาหัส


ขณะที่นายปราบดา หลังก่อเหตุได้หนีเข้าไปอยู่ในบ้านของตัวเอง อยู่ในซอยใกล้จุดเกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล้อมบ้าน ใช้กระสุนยางยิงขู่ผู้ก่อเหตุ แต่ไม่โดนตัว


สุดท้ายใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าไปในบ้านของผู้ก่อเหตุ จนผู้ก่อเหตุยอมเปิดประตูออกมาสามารถควบคุมตัวได้ โดยมีเด็กหญิงอายุ 13 ปี อาศัยอยู่บ้านพักติดกับบ้านของผู้ก่อเหตุ โดนแก๊สน้ำตาด้วย เนื่องจากขณะตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเด็กหญิงคนดังกล่าวอยู่ภายในบ้าน


หลังจากตำรวจควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ได้นำตัวผู้ก่อเหตุมานั่งอยู่บริเวณกลางถนนหน้าบ้านใส่กุญแจมือ โดยชาวบ้านพยายามรุมประชาทัณฑ์ผู้ก่อเหตุ โกรธแค้นที่ก่อเหตุดังกล่าว จากนั้นตำรวจได้นำตัวผู้ก่อเหตุขึ้นรถกระบะไป สน.หัวหมาก ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่เก็บพยานหลักฐานประกอบสำนวนคดี


ช่วงแรกผู้ก่อเหตุยังไม่สามารถให้การได้ มีอาการเครียด เจ้าหน้าที่สอบถามว่านำมีดไปแทงเขาทำไม ผู้ก่อเหตุบอกว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ไม่มีงานทำ มาอาศัยอยู่กับพ่อที่ขับวิน จยย.รับจ้าง อยู่แถวย่านบางกะปิ ได้เพียง 2 เดือน ก่อนหน้านี้เคยรักษาตัวที่ รพ.อ่างทอง และพักกับพี่สาว

-------------

ทีมข่าวลงพื้นที่ พบกองเลือดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยได้คุยกับนายณัฐพล อายุ 24 ปี ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ นายปราบดานำเตียงนอนพับออกมานอนขวางถนนหน้าบ้านของตัวเอง จากนั้นลุกเข้าไปเอามีดทำครัวในบ้านออกมา 2 เล่ม ไล่แทงชาวบ้านชายหญิง  2 คน ที่กำลังเดินผ่านมา แต่ไม่โดน ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะกลับไปนอนตรงเตียงนอนที่นำมาตั้งขวางถนน


จนกระทั่งนายอุดม (ผู้เสียชีวิต) เดินผ่านเข้ามาในซอยเพื่อไปตลาด นายปราบดาวิ่งเอามีดมาแทงเข้าที่หน้าท้องและใต้ราวนม ระหว่างนั้น นายสุรเชษฐ์วิ่งมาห้ามผู้ก่อเหตุ แต่ก็ถูกแทงเข้าที่หลังได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะวิ่งเข้าไปหลบในบ้าน


ตนและชาวบ้านจึงรีบแจ้งตำรวจให้มาระงับเหตุ พอมาถึงตำรวจก็พยายามเรียกให้ผู้ก่อเหตุที่อยู่ในบ้านออกมามอบตัว แต่ผู้ก่อเหตุยังคงมีอาการคลุ้มคลั่งและมีมีดอยู่ในมือ จึงยิงกระสุนยาง และใช้แก๊สน้ำตาโยนเข้าไป 1 ลูก เพื่อควบคุมตัว

-------------

ทีมข่าวได้คุยกับสองแม่ลูก ซึ่งอยู่บ้านใกล้ผู้ก่อเหตุ ระบุว่า ไม่เคยพูดคุยกับผู้ก่อเหตุ ตนเพิ่งย้ายมาได้สองเดือน ไม่เคยเห็นนายปราบดามีอาการคลุ้มคลั่ง แต่มักจะเปิดเพลงเสียงดังบางครั้ง


เมื่อช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุ ตนออกไปทำงาน ส่วนลูกสาวอยู่บ้านตามลำพัง ปรากฎว่าช่วงที่ก่อเหตุ ผู้ก่อเหตุได้มาเคาะบ้านตนด้วย แต่ลูกสาวไม่เปิด เพราะเคยสั่งไว้ว่า ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ก็ห้ามเปิด


ต่อมา ตำรวจล้อมจับกุมยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปในบ้านของผู้ก่อเหตุ ปรากฎว่าแก๊สน้ำตาลอยเข้าบ้าน ทำให้ลูกแสบตาแสบจมูกมาก และไม่กล้าออกจากบ้าน จึงรีบโทรบอกตน ตนเลยรีบโทรบอกตำรวจว่าบ้านข้างๆ มีเด็กติดอยู่ ต่อมาตำรวจในพื้นที่ก็รีบเคาะประตู และให้ความช่วยเหลือลูกสาว

-------------

นายอัครเดช อายุ 34 ปี เพื่อนของนายสุรเชษฐ์ (ผู้บาดเจ็บ) เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุนายสุรเชษฐ์ หยุดงาน จึงมาเที่ยวหาตนนั่งเล่นซ่อมรถเตอร์ไซค์กัน


ระหว่างนั้นได้ยินเสียงชาวบ้านตะโกนว่ามีคนโดนแทง นายสุรเชษฐ์จึงรีบไปดูและช่วยเหลือนายอุดมที่ถูกแทง และจะรุมประชาทัณฑ์ผู้ก่อเหตุ โดยนายสุรเชษฐ์จะเอาไม้ตีผู้ก่อเหตุ แต่ตีไม่โดน ทำให้นายสุรเชษฐ์ล้มลง ผู้ก่อเหตุจึงนำมีดมาแทงบริเวณหลังของนายสุรเชษฐ์ จากนั้นผู้ก่อเหตุก็วิ่งเข้าไปในบ้าน กระทั่งตำรวจมาปิดล้อมจับกุม

-------------

นายพรพิทักษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี พ่อของผู้ก่อเหตุ เผยว่า เดิมลูกชายอยู่ที่ จ.อ่างทอง ตั้งแต่ยังเล็ก เพิ่งย้ายมาอยู่กับตนในซอยนี้ได้ 3-4 เดือน


ลูกชายเคยมีประวัติเสพยาเสพติดจริง แต่บำบัดจนหายแล้ว มีประวัติรักษาอาการติดยาที่ จ.อ่างทอง ช่วงนี้ไม่ได้รักษา แต่ก็คอยกินยาอยู่เรื่อยๆ ที่ย้ายมา กทม.ก็หวังจะสมัครเรียน กศน.ในกรุงเทพฯ  ก่อนหน้านี้ ลูกชายปกติดีและไม่มีอาการคลุ้มคลั่งอะไร


ช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุ ตนเองออกไปขี่ จยย.รับจ้างตามปกติ ก็เห็นลูกนอนอยู่บ้าน พอประมาณ 10 โมง ลูกสาวโทรมาแจ้งว่าลูกชายคลุ้มคลั่งไล่แทงชาวบ้าน จึงรีบมาดูที่เกิดเหตุ ยอมรับตกใจและเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงปล่อยให้ตำรวจดำเนินคดีไป ตนก็เสียใจที่ไม่สามารถดูแลลูกได้ดีจนก่อเหตุเช่นนี้


“ไม่รู้จะพูดยังไงมันทำไปแล้ว มันขาดสติ จะมานั่งเฝ้าก็ไม่ได้ เราต้องทำมาหากิน ไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ที่ผ่านมาลูกชายเป็นคนเงียบๆ ไม่มีอะไรอยู่บ้านล้างรถ ฟังเพลง ไม่เคยก่อเหตุทำร้ายใคร สงสารครอบครัวคนตายและคนเจ็บ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ขออโหสิกรรมละกัน มันเกิดขึ้นแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างแทนลูกชายด้วย”

-------------

พ.ต.อ.เศรษฐพันธ์ ศรีสาคร ผู้กำกับการ สน.หัวหมาก เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจรีบลงพื้นที่ระงับเหตุ พบว่าผู้ก่อเหตุมีอาวุธและคลุ้มคลั่ง จึงต้องใช้ยุทธวิธีใช้แก๊สน้ำตาเข้าระงับเหตุ และควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ประเด็นที่มีเด็กอยู่ในบ้านข้างเคียงถูกควันแก๊สน้ำตา ก็เร่งให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลเด็กคนดังกล่าว


ส่วนผู้ก่อเหตุ ภายหลังการจับกุมสงบสติอารมณ์ดีขึ้นสามารถสอบปากคำได้ เบื้องต้นรับสารภาพว่ากระทำลงไปจริงๆ เพราะหลงคิดว่าผู้ตายจะมาทำร้ายตนเอง แต่ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เสพยาเสพติดก่อนเกิดเหตุ เบื้องต้นตำรวจตรวจสารเสพติดแล้ว แต่ไม่พบ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญญาติกับพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติมประกอบในสำนวน


เบื้องต้น แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดย ผู้กำกับการ สน.หัวหมาก ระบุว่าเรื่องยาเสพติดได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเต็มที่และติดตามตัวผู้ที่เคยบำบัดยาเสพติด แต่ตัวผู้ก่อเหตุเพิ่งย้ายมาจึงไม่มีฐานข้อมูล หลังจากนี้จะกวดขันให้มากขึ้นเพื่อสร้างความอุ่นใจแก่ประชาชน

-------------

นางมาลี อายุ 59 ปี (ภรรยาผู้เสียชีวิต) เปิดเผยว่า ทุกวันสามีจะเดินออกไปเพื่อซื้อกับข้าว ซึ่งปกติแล้วจะออกไปในช่วงเวลาเย็น แต่ก่อนเกิดเหตุเนื่องจากข้าวสารที่บ้านหมด จึงเดินออกไปซื้อ


ในช่วงเวลาเช้ามาทราบข่าว เพราะเพื่อนลูกชายที่อยู่บริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุโทรมาบอกลูกชาย ลูกชายจึงโทรมาบอกหลาน หลานได้มาเล่าให้ฟัง และหลานจึงออกไปดู ส่วนตัวเองไม่ได้ออกไป เพราะเดินไม่ไหว ขาไม่ค่อยดี ตนทราบว่าสามีโดนแทง แต่ไม่คิดว่าจะเสียชีวิต


ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับครอบครัว ตัวเองติดตามข่าวทุกวัน น่ากลัวมาก ไม่คิดว่าจะเจอกับครอบครัวตัวเอง ปกติไม่เคยมีปัญหากับใคร ผู้เสียชีวิตอายุจะ 70 ปี อยู่แล้ว และอยู่ที่นี่มานานแล้ว และเป็นเสาหลักของครอบครัว ยังหากินได้ ทำขนมออกไปขาย มีรายได้สัปดาห์ละพันกว่าบาท


คนในชุมชนลำสาลีพัฒนา ก็รู้จักผู้เสียชีวิตเป็นอย่างดี ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นคนบ้านเช่า เขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ส่วนวันนี้ (8 ธ.ค. 65) เวลา 09.00 น. จะประกอบพิธีตามหลักศาสนาอิสลาม ที่สุเหร่ายามีอุ้ลมุตตะกีน
-------------


รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/P02Fy2yMZ7E

คุณอาจสนใจ