อาชญากรรม

ตร.แจงแล้ว ญาติโวยทำเกินกว่าเหตุ วิสามัญลูกชายดับ ยันเป็นการป้องกันตัว คนตายเอามีดไล่ฟัน

โดย chutikan_o

3 ส.ค. 2565

120 views

ผู้กำกับฯ สภ.นาจะหลวย แจงกรณีพ่อโวยตำรวจยิงลูกชายดับ ขณะเข้าล้อมจับน้องชายคนตายที่มั่วสุมยาเสพติด ระบุเป็นเหตุป้องกันตัว เพราะคนตายเอามีดไล่ฟันตำรวจหลายครั้ง แม้ยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่


จากการที่มีการเผยแพร่คลิปของญาติของนายสังวาลย์ อายุ 41 ปี ถูกสิบตำรวจเอก คมกฤษณ์ วงศ์อาจ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ยิงเสียชีวิต ที่บริเวณทุ่งนา ด้านทิศเหนือบ้านโนนเจริญ ต.บ้านตูม อ.นาจะหลวย นั้น ทำให้ญาติเกิดความไม่พอใจตำรวจที่วิสามัญนายสังวาลย์ ว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565 ในเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา


ขณะที่สภาพศพของนายสังวาลย์ พบรอยกระสุนปืนขนาด 9 มม.ยิงเข้าที่แขนและหน้าอกรวม 3 นัด โดยที่เกิดเหตุพบมีดด้ามยาวตกอยู่ รวมถึงเจอกระเป๋าของนายอรุณ น้องชายผู้เสียชีวิต พบยาบ้า 95 เม็ด และเงินอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นตำรวจจึงได้นำศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลตามขั้นตอนของกฎหมาย


หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ญาติได้เดินทางไปรับศพของนายสังวาลย์ กลับมาทำพิธีทางศาสนาที่บ้าน ซึ่งบรรยากาศไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ รวมถึงการวิจารณ์การทำงานของตำรวจ ว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ โดยมีญาติบางส่วน ได้ไปทำพิธีเชิญวิญญาณที่จุดเกิดเหตุ คือบริเวณทุ่งนา ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของครอบครัว


ด้านพ่อของผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงเกิดหตุ ชุดสืบสวนนอกเครื่องแบบของ สภ.นาจะหลวย จำนวน 4-5 คน แต่งกายนอกเครื่องแบบเข้ามาจับกุมนายอรุณ ลูกชาย และเป็นน้องชายผู้เสียชีวิต เข้ามาจับน้องชาย โดยจับกดคอที่ท้องร่องคันนา เพราะมีพฤติกรรมเสพและขายยาบ้า


จังหวะนั้น นายสังวาลย์ ผู้เสียชีวิต เห็นน้องชายถูกทำร้ายก็วิ่งเข้ามาช่วยเหลือ เพราะไม่รู้ว่าเป็นตำรวจ วิ่งตรงเข้ามาใช้มีดดายหญ้าเป็นอาวุธ เพื่อเข้าไปช่วยน้องชาย แต่ถูกสิบตำรวจเอกคมกฤษณ์ ยิง 3 นัด จนเสียชีวิต ซึ่งตำรวจมาชี้แจงว่า เหตุที่ต้องยิงเพราะป้องกันตัว เนื่องจากผู้เสียชีวิตมีมีด และวิ่งเข้ามาจะทำร้ายตำรวจ แต่พ่อผู้เสียชีวิตเห็นว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เพราะแค่ยิงที่แขน ขา หรือลำตัว เพื่อเป็นการเตือนแค่นัดเดียวก็น่าจะพอ แต่ทำไมต้องยิงถึง 3 นัด จึงต้องการขอความยุติธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เกินกว่าเหตุในครั้งนี้ด้วย

พ่อผู้เสียชีวิต กล่าวอีกว่า ยอมรับว่านายอรุณ น้องชายผู้เสียชีวิต เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดจริง และตอนนี้ ได้หนีออกจากพื้นที่ไปแล้ว


ขณะที่ พันตำรวจเอก วีรพันธ์ นาคสุข ผู้กำกับการ สภ.นาจะหลวย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดบริเวณที่เกิดเหตุ จึงร่วมกันวางแผน พอไปถึงจุดดังกล่าว กลุ่มนายอรุณ น้องชายผู้เสียชีวิต ได้วิ่งหนีแตกกระเจิงออกมา ซึ่งสังเกตว่า นายอรุณ สะพายกระเป๋ามาด้วย


จากนั้น สิบตำรวจเอก คมกฤษณ์ วิ่งไล่ติดตามจนทันและคุมตัวไว้ได้ ระหว่างนั้น นายสังวาลย์ ผู้เสียชีวิตมาเห็นพอดี จึงวิ่งถือมีดขอด้ามยาวมาที่ สิบตำรวจเอก คมกฤษณ์ ซึ่งตำรวจตะโกนบอกให้หยุด แต่ผู้เสียชีวิตไม่หยุด พร้อมเงื้อมีดวิ่งตรงเข้ามา


สิบตำรวจเอก คมกฤษณ์ จึงชักอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. ยิงลงพื้นก่อนเพื่อเป็นการสกัดห้ามปราม แต่นายสังวาลย์ ไม่หยุด และยังวิ่งเงื้อมีดวิ่งมาหา ทำให้สิบตำรวจเอกคมกฤษณ์ ต้องถอยหลังจนล้มหงายหลัง


จากนั้น นายสังวาลย์ ได้ใช้อาวุธมีดขอด้ามยาวจะฟันเข้ามาที่บริเวณคอ แต่สิบตำรวจเอก คมกฤษณ์ ถีบยันที่แขน ทำให้ปลายมีดขอด้ามยาวถูกที่บริเวณขาข้างขวาบาดเจ็บ


และนายสังวาลย์ พยายามเงื้อมีดจะฟันอีก สิบตำรวจเอก คมกฤษณ์ จึงใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ 3 นัด เพื่อป้องกันตัว ถูกที่บริเวณใต้ราวนม 1 นัด บริเวณลิ้นปี่ 1 นัด และแขนซ้ายทะลุราวนมด้านซ้าย 1 นัด เป็นเหตให้นายสังวาลย์ ล้มลง ซึ่งจังหวะนั้น นายอรุณ น้องชายผู้เสียชีวิต เห็นมีการต่อสู้กันระหว่างตำรวจกับพี่ชาย ก็ฉวยโอกาสวิ่งหนีไป ขณะที่สิบตำรวจเอกคมกฤษณ์ เห็นนายสังวาลย์ล้มลง จึงตัดสินใจ ไม่ไล่ตามนายอรุณ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด แต่กลับมา ปั๊มหัวใจนายสังวาลย์ แต่ก็ไม่ฟื้นคืนชีพ


ส่วนในการแจ้งข้อกล่าวหา ตำรวจได้แจ้งข้อหา กับนายสังวาลย์ผู้เสียชีวิตร่วมกับนายอรุณ น้องชายผู้เสียชีวิตที่หลบหนี คือ 1.ร่วมกันมียาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง 2.ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน 3.ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ สิบตำรวจเอกคมกฤษณ์ ถูกแจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุป้องกันตัว


ล่าสุด พลตำรวจตรีสถาพร เอมโอษฐ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า กรณีที่ญาติติดใจการเสียชีวิต ต้องรอฟังกระบวนการของศาล ว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ได้สั่งให้ พันตำรวจเอก วีรพันธ์ นาคสุข ผู้กำกับการ สภ.นาจะหลวย ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับญาติผู้เสียชีวิตแล้ว และดูแลตามหลักมนุษยธรรม โดยยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย



คุณอาจสนใจ

Related News