หนุ่มสุดซวย กระเป๋าเงินหาย มีคนนำบัตรไปใช้ ทำโดนหมายจับคดียาเสพติด

สังคม

หนุ่มสุดซวย กระเป๋าเงินหาย มีคนนำบัตรไปใช้ ทำโดนหมายจับคดียาเสพติด

27 มี.ค. 2568

992 views

หนุ่มสุดซวย ร้องสายไหมต้องรอด ทำกระเป๋าสตางค์หาย มีคนเก็บได้และนำบัตรประชาชนไปใช้ ต่อมามีหมายจับคดียาเสพติด สู้จนชนะคดี แต่ยังโดนซ้ำรอบ 2


วันนี้ (27 มี.ค. 2568) นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พาผู้เสียหายพร้อมด้วยภรรยาที่ตั้งครรภ์ 7 เดือน เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี (สคช.) จากกรณีทำกระเป๋าสตางค์หาย เเล้วถูกคนร้ายเอาไปใช้ ต่อมาถูกออกหมายจับคดียาเสพติด ซึ่งถูกส่งศาลเเต่สุดท้ายศาลก็ยกฟ้อง เนื่องจากผู้ก่อเหตุกับเจ้าของบัตร เป็นคนละคน เเต่เเล้วก็ต้องช็อกซ้ำสอง เพราะถูกออกหมายจับอีกครั้งในคดีเดิม ที่ศาลยกฟ้องตั้งแต่ปี 2559 สุดท้ายปล่อยตัวกลับ


นายประจักษ์ อายุ 33 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเองทำกระเป๋าสตางค์หาย ในปี 2557 ต่อมาปี 2559 มีคนร้ายถูกจับคดียาเสพติด โดยชุดจับกุมของ สน.วังทองหลาง และคนร้ายได้นำบัตรประชนของผู้เสียหายไปแสดงตน จากนั้นคนร้ายได้รับการประกันตัวในชั้นศาลและหลบหนีไป ศาลจึงออกหมายจับในชื่อผู้เสียหาย ต่อมาปี 2564 ผู้เสียหายถูกตำรวจ สน.บางซื่อ ตามจับตัวได้ตามหมายจับ จึงได้รู้ว่าตนเองถูกคนร้ายเอาบัตรประชาชนที่หายไปกับกระเป๋าสตางค์ ไปแอบอ้างเป็นตัวเอง ผู้เสียหายก็สู้คดีจนศาลยกฟ้อง เนื่องจากศาลเห็นว่าผู้ก่อเหตุที่ถูกจับกุมเป็นคนละคนกับผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของบัตรประชาชน เพราะทั้งหน้าตา เเละลายพิมพ์นิ้วมือของตนเอง ไม่ตรงกับผู้ต้องหา


ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2568  เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบนครบาล ได้บุกไปที่ทำงานของตนเอง แจ้งกับหัวหน้างานว่ามาจับกุมตนเองตามหมายจับคดียาเสพติด แต่ไม่เจอ เนื่องจากเป็นวันหยุด


จากนั้นตำรวจได้โทรไปหาภรรยาซึ่งตั้งครรภ์ 7 เดือน  ตำรวจแจ้งว่า ตนเองซึ่งเป็นสามี มีหมายจับในคดียาเสพติด ให้เข้าไปมอบตัวด่วน ตนเองจึงรีบเดินทางไปมอบตัวกับตำรวจ ในวันที่ 25 มีนาคม 2568  พร้อมกับยืนยันความบริสุทธิ์ เมื่อตรวจสอบหมายจับพบว่าเป็นหมายใหม่ ที่เพิ่งออกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2567 แต่เมื่อตรวจสอบเลขคดี พบว่าเป็นเลขคดีเดียวกันกับหมายจับปี 2559 ซึ่งศาลยกฟ้องในคดีนี้ไปแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมแจ้งว่ามีหมายจับก็ต้องจับ


จากนั้นชุดจับกุมได้นำตัวตนไปส่งศาล เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ศาลได้ตรวจสอบข้อมูล พบว่าเป็นคดีเก่าจริงๆ จึงได้สอบถามชุดจับกุมว่า “ไปจับเขามาทำไม คดีมันจบไปแล้ว ศาลยกฟ้องแล้ว” เเละจากการตรวจสอบหน้าตาของตน กับผู้กระทำความผิด เป็นคนละคนกัน เเละจากการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ ก็ไม่ตรงกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยตัวกลับมาบ้าน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และกลัวว่าจะถูกออกหมายจับแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ตนเองกำลังจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หากเกิดคดีความขึ้นมาอีก ก็เกรงว่าจะเสียสิทธิ์ในการทำงาน


ด้านนางสาวเบญจวรรณ อายุ 32 ปี ภรรยาของผู้เสียหาย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของตนเองมาก เพราะไม่มีเงินสู้คดี ตอนที่สามีถูกจับกุมตัวเเล้วส่งศาลในรอบเเรก เธอต้องไปกู้หนี้ยืมสิน จำนวน 30,000 บาท มาเป็นค่าประกันตัวสามี เเละพยายามดิ้นรนทุกวิถีทาง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เเม้กระทั่งเงินค่าจ้างทนายความยังไม่มี สุดท้ายศาลยกฟ้อง เเละปล่อยตัว เเต่ยังโดนหมายจับซ้ำรอบสองอีก ตอนนี้รู้สึกเครียดมาก เพราะไม่ทราบว่าจะโดนหมายจับอีกหรือไม่ ซึ่งสามีถึงขั้นตัดพ้อว่า “ถ้าหากโดนหมายจับอีกก็จะขอติดคุก ไม่อยากเป็นภาระเมีย”


อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี กล่าวว่า คดีนี้อาจบกพร่องตั้งเเต่ชั้นพนักงานสอบสวน ที่ไม่ได้ตรวจสอบเเละยืนยันตัวตนผู้ต้องหาให้ชัดเจนตั้งเเต่เเรก เบื้องต้นจะช่วยเหลือผู้เสียหาย โดยการเขียนคำร้องต่อศาล ขอตรวจสำนวน ในกรณีถูกออกหมายจับในคดี เพื่อจะดูข้อมูลว่าตำรวจโรงพักใดเป็นผู้ไปยื่นขอศาลออกหมายจับ รอบที่สอง ว่าออกหมายจับด้วยสาเหตุใด ทั้งที่คดีความจบไปเเล้ว เพราะหากเป็นตำรวจโรงพักเดิม ผู้เสียหายก็มีสิทธิ์เเจ้งความ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจากการถูกดำเนินคดี ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้อง ทั้งทางเเพ่งเเละอาญา ส่วนตำรวจก็ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ ว่าความบกพร่องเกิดจากอะไร ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียหายที่ถูกนำบัตรประชาชนไปใช้ แล้วถูกออกหมายจับเป็นจำนวนมาก ดังนั้น บัตรประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญ หากเกิดการสูญหาย ต้องเเจ้งความ เพื่อเป็นการระมัดระวังตัวเอง


ด้านนายเอกภพ กล่าวว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจ ควรตรวจสอบตัวตนของผู้ต้องหาให้ชัดเจน ทั้งใบหน้าและลายพิมพ์นิ้วมือ เพราะในกรณีนี้ผู้เสียหายถูกออกหมายจับ ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งก็รู้สึกสะเทือนใจ เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดคดีในลักษณะนี้มาแล้วมากมาย และสิ่งที่คาใจ คือ ตอนนี้ผู้ต้องหาตัวจริงอยู่ที่ไหน เพราะทราบข้อมูลมาว่าหลังจากถูกจับกุม ได้รับการประกันตัวในชั้นศาล โดยนายประกัน อ้างว่าผู้ต้องหาเป็นญาติ เกิดความสงสัยว่าเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้ต้องหากับนายประกัน หรือไม่ ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และตามตัวผู้ต้องหาตัวจริง มาดำเนินคดีให้ได้


คุณอาจสนใจ