สังคม
ชาวบ้านโล่งใจ ว่าจะไม่โดนทำร้าย หลังเห็นคลิป 'เสี่ยแป้ง' - อัยการ บ. ออกโรงโต้ ถูกดิสเครดิต ยันไม่เคยขอให้ช่วย
26 พ.ย. 2566
413 views
ความคืบหน้าคดีนายแป้ง นาโหนด หรือ นาย ชวลิต ทองด้วน ออกมาเปิดใจเป็นคลิปวีดีโอ และแชร์ให้กับสื่อมวลชนต่างๆ โดยเนื้อหาในการเปิดใจ เป็นการรระบายความรู้สึกและเหตุการณ์ที่ตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม เกี่ยวกับการสั่งฟ้องคดี โดยมีความแค้นส่วนตัวกับอัยการบอย ซึ่งการกล่าวอ้างของเสี่ยแป้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนวงการยุติธรรมเป็นอย่างมาก
และจากกระแสที่ว่าเสี่ยแป้งเข้ามาซื้อบุหรี่ในพื้นที่ จ.สตูล มีคุณลุงท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่ดังกล่าวจะมีร้านค้าอยู่หลายแห่งแต่จะไม่มีร้านที่ขายบุหรี่ถ้าจะขายก็ขายแต่ใบจากยาเส้น ซึ่งคนในหมู่บ้านทั้งวัยรุ่นทั้งคนแก่จะสูบใบจากยาเส้นเนื่องจากในพื้นที่ไม่มีร้านขายบุหรี่ จึงเชื่อว่า หากมีใครมาถามซื้อบุหรี่ยิ่งเป็นบุหรี่ชื่อดังกล่าวต้องไม่ใช่คนธรรมมาหรือชาวบ้านธรรมดาแน่นอน
ด้านนายธีระวัฒน์ นาคะทิฐถิ ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 7 ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากได้ติดตามข่าวคลิปของเสี่ยแป้งที่ออกมาเปิดเผย ตนเองและชาวบ้านรู้สึกโล่งใจมาก เพราะในคลิปที่พูดถึงกรณีที่ไม่ยิงตำรวจในวันปะทะทำให้เห็นว่าเสี่ยแป้งจะไม่ทำร้ายประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไปแน่ ตนเองและชาวบ้านในพื้นที่มีสวนยางอยู่เชิงเขาบรรทัดหลังจากนี้คงจะได้กรีดยางด้วยความสบายใจ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงพื้นที่ที่ปรากฏในคลิปเสี่ยแป้ง นายธีระวัฒน์ กล่าวว่า เป็นสวนปาล์มอยู่ข้างหลัง เชื่อว่าอาจเป็นได้ว่าสถานที่ดังกล่าวอาจเป็นฝั่งสตูล เพราะในพื้นที่ติดเทือกเขาบรรทัดและในพื้นที่ ต.ปาล์มพัฒนาจะมีสวนปาล์มอยู่มากทั่วบริเวณตามชื่อเรียกของตำบล แตกต่างจากฝั่งพัทลุงที่มีสวนปาล์มน้อยกว่า จึงคาดว่าสถานที่ดังกล่าวหน้าจะเป็นฝั่งสตูลมากกว่า
ขณะที่วานนี้ (25 พ.ย.) นายประยุทธ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตั้งแต่ที่มีข่าวเกี่ยวกับอัยการได้มีส่วนร่วมในเรื่องของนายเชาวลิต หรือเสี่ยแป้ง ผู้บริหารของอัยการสูงสุดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบสั่งการให้อธิบดีภาค 9 สั่งตรวจสอบสำนวนคดี และพบว่ามีสำนวนคดีหนึ่งที่มี “อัยการที่ถูกพาดพิง” เข้าไปเกี่ยวข้องจริง โดยคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 โดยนายเชาวลิต หรือเสี่ยแป้ง เป็นผู้ต้องหาที่ 1 และอัยการดังกล่าวเป็นผู้ต้องหาที่ 2 รวมมีผู้ต้องหา 7 คน ถูกตั้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ฯ, ข่มขืนใจผู้อื่นฯ, มีอาวุธฯ, พาอาวุธไปที่สาธารณะฯ
ต่อมาเมื่อถึงชั้นอัยการได้มีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-6 คน สั่งฟ้องนายเชาวลิต หรือเสี่ยแป้งคนเดียว ซึ่งเมื่ออัยการได้มีคำสั่งดังกล่าว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ไม่ได้ส่งความเห็นแย้งคดีจึงสิ้นสุดไปในส่วนของผู้ที่ไม่ถูกสั่งฟ้อง ต่อมาศาลสั่งลงโทษจำคุกนายเชาวลิต หรือเสี่ยแป้ง จนนำไปสู่การหลบหนีออกจากโรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด ได้สั่งการให้อธิบดีอัยการภาค 9 เร่งส่งสำนวนคดีดังกล่าวมาให้สำนักงานวิชาการ วิเคราะห์ว่าเป็นการสั่งฟ้องที่ถูกต้องหรือไม่ หรือควรมีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือไม่อย่างไร คาดว่าการดำเนินการในการส่งสำนวนมาและการวิเคราะห์จะมีผลออกมาภายในสัปดาห์หน้า
ด้านนายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณี นายเชาวลิต ทองด้วง หรือเสี่ยแป้ง ได้มีการเผยแพร่คลิปร้องขอความเป็นธรรมในการถูกดำเนินคดี โดยมีการพาดพิงกระทรวงยุติธรรมและบุคคลในกระบวนการยุติธรรมนั้น
นายวัลลภกล่าวว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบบุคคลในคลิป ว่าเป็นนายเชาวลิตจริงหรือไม่ นอกจากนี้ ยังได้ประสานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยได้รับแจ้งยืนยันว่ามีมาตรการติดตามการจับกุมอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
นายวัลลภยังกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่นายเชาวลิตอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเลขาธิการ ป.ป.ส.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกมิติ
ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นในคดีเดิม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา นายเชาวลิตและผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งมีทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และบุคคลในกระบวนการยุติธรรมรวมหลายคน แต่จากคำพิพากษา นายเชาวลิตถูกฟ้องเพียงคนเดียว และมีการแยกสำนวนฟ้องอีกบางคน ส่วนผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นโดยเฉพาะตำรวจ ทหาร และบุคคลในกระบวนการยุติธรรมยังไม่มีการฟ้องคดีแต่อย่างใด
ภายหลังจากที่ นายเชาวลิต ทองด้วง หรือ เสี่ยแป้ง ผู้ต้องหาหลบหนีจากเรือนจำ ได้เผยแพร่คลิปเปิดใจโดยอ้างว่าตนถูกจับโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวน ทั้งอัยการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีปล้นผู้ต้องหา หรือนายจรวด นั้น ตอนหนึ่งว่า
“วันนี้ผมยอมรับความจริงว่าวันนั้น อัยการคนดังกล่าว เป็นคนโทรมาให้ผมไปช่วยหลานเพราะถูกอุ้ม พอผมไปนึกในใจแล้วว่าเป็นตำรวจ เพราะไม่ยอมแจ้งตำรวจ พอถามเขาก็บอกว่าแจ้งตำรวจไปแล้ว แต่ความจริงแล้วไม่ได้แจ้ง ผมรู้ว่าอุ้มเรื่องยาเสพติด และหลอกให้ผมไป พอไปถึงเจอกับตำรวจ”
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลแพรกหา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 เบื้องต้นตนได้รับการประสานจากพ่อของ นายสิทธิเดช หรือจรวด ว่า นายจรวดถูกอุ้มตัวไป ไม่แน่ว่าเป็นบุคคลกลุ่มใด ตนจึงประสานเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เข้าช่วยเหลือตามสำนวนข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ซึ่งไม่เคยประสานขอความช่วยเหลือจากนายแป้ง นาโหนด แต่อย่างใด และตนก็อยู่ที่บ้านตลอด มีหลักฐานที่อ้างอิงได้ ซึ่งการออกมากล่าวถึงตนและกระบวนการยุติธรรมนั้น เชื่อว่าต้องการดิสเครดิตกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างแน่นอน
รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/pxcgTNYpcGw