สังคม
วัดจ่อไล่ออก “แม่บ้านเดทตอล” ตร.เปิดไทม์ไลน์สั่งฟ้อง ล่าช้าเพราะขาดเอกสาร 1 ชิ้น
3 เม.ย. 2569
31 views
กรณีป้าแอน แม่บ้านวัย 57 ปี ที่นำน้ำยาถูพื้นไปผสมนมให้ลูกชาย 2 ขวบ ของนายจ้างกินเมื่อปลายเดือนธันวาคม ล่าสุดถูกปล่อยตัวออกมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม เพราะขาดเอกสาร 1 ชิ้น
คดีนี้ต้องย้อนกลับไปวันที่ 26 ธันวาคม 2568 กล้องวงจรปิดในบ้านของคุณหยก จับภาพ "ป้าแอน" วัย 57 ปี เข้ามารับจ้างทำความสะอาดที่บ้าน ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านบางโพงพาง กรุงเทพฯ ปรากฎว่าเธอเอาน้ำยาถูพื้นผสมในขวดนมให้เด็กชายวัย 2 ขวบดื่ม โชคดีที่ไม่ได้รับอันตรายสาหัส และคนในบ้านรู้ตัวทัน
30 ธันวาคม คุณหยกและป้าแอนมาออกในรายการโหนกระแส ก่อนที่ตำรวจ สน.บางโพงพาง จะตามมาควบคุมตัวตอนจบรายการ ทำให้ป้าแอนโวยวาย ตะโกนบอกว่า "พี่หนุ่มหลอกป้า ให้ 5 พัน เพื่อมาออกรายการ แต่หลอกป้ามาโดนจับ"
วันที่ 31 ธันวาคมตำรวจส่งตัว "ป้าแอน" ไปขออำนาจศาลแขวงพระนครใต้ฝากขัง ใน 2 ข้อหา คือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจโดยไตร่ตรองไว้ก่อน // และปลอมปนอาหารหรือเครื่องอุปโภคบริโภคให้เป็นพิษ หรือทำให้น่าจะเป็นพิษ เนื่องจากมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ซึ่งตามกฎหมายหากโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ฝากขังได้ไม่เกิน 5 ผัด ผัดละ 6 วัน รวม 30 วัน
แต่เมื่อคืนนี้ (2เม.ย.69) คุณหยก ผู้เสียหายอัดคลิปเปิดเผยว่า "ป้าแอน" แม่บ้านเดทตอลถูกปล่อยตัวแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สาเหตุเพราะส่งฟ้องศาลไม่ทันใน 48 วัน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ คุณหยกจึงสอบถามไปที่อัยการ อัยการแจ้งว่า ขาดเอกสารจากตำรวจ เธอจึงสอบถามไปที่ตำรวจเจ้าของคดี บอกว่า รอเอกสารจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี ซึ่งเอกสารตัวนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับว่า สารพิษที่คนร้ายใช้อันตรายต่อร่างกายแค่ไหนอย่างไร จึงทำได้แค่รอมาตลอด เพื่อจะเอาตัว "ป้าแอน" ส่งฟ้องศาล
กระทั่ง 25 มีนาคม ผ่านมา 1 เดือนเต็มที่รอเอกสารตัวนี้ ทั้งเธอและตำรวจพยายามติดต่อไปที่ศูนย์พิษวิทยา เพื่อตามเอาเอกสาร แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา
ในคลิปเธอระบายความอัดอั้นตันใจว่า "ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ไม่ได้รับความยุติธรรม" แม้ตำรวจจะบอกว่า สามารถติดตามตัวหรือออกหมายเรียกให้มาพบอัยการเพื่อสั่งฟ้องได้ แต่ตำรวจจะส่งหมายไปที่ไหน ในเมื่อ "ป้าแอน" ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทะเบียนบ้านที่เคยมีชื่อเจ้าของบ้านเช่าเดิมก็คัดชื่อออกไปแล้ว และตอนนี้ทราบมาว่า "ป้าแอน" ก็ย้ายที่ทำงานไปเรื่อยๆ
ทีมข่าวตรวจสอบไปที่ตำรวจ สน.บางโพงพางเจ้าของคดี พบว่า ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการศาลแขวงพระนครใต้ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2569 ซึ่งยังอยู่ในช่วงฝากขังผู้ต้องหาผัดที่ 4
27 มกราคม 2569 พนักงานอัยการได้ส่งหนังสือขอให้พนักงานสอบสวน ขอความเห็นเพิ่มเติมจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านพิษวิทยาทำความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปริมาณสารพิษที่เจือปนในนมของเด็ก 2 ขวบว่า จะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือไม่
28 มกราคม 2569 พนักงานสอบสวนส่งหนังสือไปขอความเห็นกับศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา คาดว่าทางศูนย์พิษวิทยา อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อทำความเห็นประกอบคำถามข้างต้น เพราะศูนย์พิษวิทยา ไม่ใช่ผู้ดำเนินการตรวจสารพิษในคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้น แต่ผู้ที่ตรวจสารพิษในนม คือ โรงพยาบาลตำรวจ
ขณะที่นาย ไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงว่า โทษของ "ป้าแอน" ไม่เกิน 3 ปี อยู่ในอำนาจศาลแขวง ไทม์ไลน์เป็นไปตามที่ตำรวจชี้แจง ส่วนประเด็นที่ให้สอบเพิ่ม คือ เรื่องของปริมาณสารที่อยู่ในขวดนม เพราะจะมีผลต่อรูปคดีอาจจะเข้าข่าย "พยายามฆ่าโดยไตร่ตรอง" ซึ่งมีโทษหนักกว่า 2 ข้อหาที่แจ้งไปก่อนหน้า จึงต้องขอข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยา และยังได้ให้ตำรวจสอบเพิ่มอีก 5 ประเด็น ก่อนจะส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจวันที่ 27 มกราคม 2569
28 มกราคม 2569 ตำรวจแจ้งกลับมาว่า ส่งหนังสือไปให้ศูนย์พิษวิทยาแล้ว
แต่วันที่ 29 มกราคม ซึ่งเป็นวันครบฝากขังครั้งสุดท้ายของ "ป้าแอน" ทางอัยการยังไม่ได้รับเอกสารกลับมา ตามกระบวนการจะต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา เนื่องจากยังไม่สามารถส่งฟ้องได้ ซึ่งตำรวจได้ส่งเอกสารมาขอส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม
4 กุมภาพันธ์ 2569 อัยการส่งหนังสือติดตามอีกครั้ง
19 กุมภาพันธ์ ตำรวจส่งหนังสือแจ้งว่ายังไม่ได้รับการตอบกลับมาจากศูนย์พิษวิทยา
รองโฆษก อสส. ยืนยัน คดีไม่ได้เสีย ยังสามารถตรวจสอบและส่งฟ้องได้อีก แต่ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดว่าจะส่งฟ้องในข้อหาเดิมหรือข้อหาใหม่ที่มีโทษสูงขึ้น เพราะการสั่งฟ้องสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวซึ่งอัยการอยากทำให้สำนวนรัดกุม คาดว่า 1 เดือนหลังจากนี้ น่าจะได้เอกสารจากศูนย์พิษวิทยา
ขณะที่ป้าแอน พบว่าไปทำงานเป็นคนถางหญ้าอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี โดยคนดูแลวัด ยืนยันว่าป้าแอนมาทำงานที่นี่ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะทางวัดมีความอนุเคราะห์ในการจ้างงาน ขอแค่ไม่ดื่มสุราสูบบุหรี่ หรือสร้างความวุ่นวายให้กับผู้อื่นทางวัดพร้อมที่จะให้โอกาส
แต่เมื่อทราบว่าเป็นผู้ต้องหาคดีที่สังคมให้ความสนใจ และละเอียดอ่อนคงจะต้องเรียกเจ้าตัวมาพูดคุยและให้ออกจากงาน
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/bo5_giGLDuM
แท็กที่เกี่ยวข้อง