สังคม

แม่หนุ่มซิ่งเก๋งชนแท็กซี่กลางรัชดา แจง ลูกป่วยทางจิต จากกินยาเพาะกาย

โดย chiwatthanai_t

15 ม.ค. 2567

120 views

ความคืบหน้ากรณีหนุ่มซิ่งเก๋ง พุ่งชนรถแท็กซี่บนถนนรัชดาเมื่อคืนที่ผ่านมา ล่าสุดตำรวจตามตัวเจอแล้ว แม่เผยเป็นผู้ป่วยจิตเวช จากการกินยาเพาะกาย ไปดูคลิปจณะเกิดเหตุอีกครั้ง

นี่เป็นคลิปเหตุการณ์ที่รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองถูกรถเก๋งสีขาวพุ่งชนอย่างแรงถึง 2 ครั้งได้รับความเสียหายก่อนจะขับรถหนีไป เหตุเกิดขึ้นบนถนนรัชดาภิเษก ขาออก บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้า the street รัชดา เลยสามแยกเทียนร่วมมิตรมาเล็กน้อย เหตุเกิดคืนวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา เวลาตอน 10.40 นาที


และนี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานคร จะเห็นตรงจุดเกิดเหตุว่า รถยนต์คันสีขาวขับมาเลนกลาง แล้วแท็กซี่สีเขียวเหลืองขับตามมาก่อนจะแซงขวาแล้วปาดหน้าทำให้ชนกันอีกครั้ง ก่อนที่รถยนต์คันสีขาวจะถอยแล้วพุ่งชนอีก 3 ครั้ง แล้วหลบหนีไปได้



รถแท็กซี่คันนี้ถูกนำมาจอดไว้ที่ สน.ห้วยขวาง กันชนท้ายถูกชนจนหลุด ประตูผู้โดยสารฝั่งซ้ายก็ถูกชน เสียหาย ส่วนประตูฝั่งคนขับมีรอยถูกชนเป็นแนวยาว กระจกข้างก็หลุดออกมา


คนขับรถแท็กซี่ คือ นาย ยุทธพงศ์ แซ่ฟุ้ง อายุ 58 ปี เล่าว่า เขาขับรถแท็กซี่อยู่เลนขวาสุดบนถนนรัชดาภิเษก บริเวณด้านหน้าโลตัส พระราม 9 และกำลังจะเบี่ยงซ้ายเพื่อเข้ามารับผู้โดยสาร ปรากฏว่ารถเก๋งสีขาวคันดังกล่าว ขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนรถของเขา แล้วครูดตามแนวยาวทางฝั่งคนขับแล้วขับหลบหนีไป ก่อนจะไปเฉี่ยวรถแท็กซี่สีชมพูอีกคัน เขาจึงรีบขับรถแท็กซี่ตามไปแล้วปาดหน้าที่แยกเทียนร่วมมิตร โดยจอดสกัดที่เลนขวาสุด บริเวณหน้า the street รัชดาเพื่อไม่ให้คู่กรณีหลบหนี แต่กลับโดนพุ่งชนตามที่เห็นในคลิป // ซึ่งค่าซ่อมรถน่าจะไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ซึ่งคู่กรณีควรต้องชดใช้ด้วย


ส่วนที่แม่ผู้ก่อเหตุอ้างว่า ลูกชายมีอาการป่วยทางจิต ส่วนตัวเชื่อว่า น่าจะสาจากสารเสพติด หรือเมามากกว่า และหากป่วยจริงควรจะดูแลลูกให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่ให้มาอยู่บนถนนแบบนี้มันอันตราย



ส่วนคนขับรถแท็กซี่สีชมพูอีกคันที่โดนเฉี่ยว เข้าพบตำรวจเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา คือ นาย วิญญู แก้วพรม อายุ 42 ปี เล่าว่า ขับรถบนถนนรัชดาภิเษกเลนที่ 3 เลยเอสพลานาดมาเล็กน้อย จากนั้นได้ยินเสียงรถเก๋งคันสีขาวขับตามมาข้างหลังด้วยความเร็วสูงและมีการบีบแตร ก่อนจะมาเบียดเฉี่ยวด้านขวาของรถ แล้วรถเก๋งขับพุ่งตรงไปยังสามแยกเทียนร่วมมิตร โดยมีแท็กซี่เขียวเหลืองขับไล่ตามมาด้วย


พอมาถึงบริเวณหน้า the Street รัชดา ก็เห็นว่า รถแท็กซี่เขียวเหลืองได้ขับปาดหน้าขวางรถเก๋งคันสีขาว ก่อนจะพุ่งชนกันตามที่ปรากฏในคลิป ส่วนเขาจอดห่างๆ เพราะกลัวจะถูกลูกหลง เมื่อรถเก๋งสีขาวได้ขับหนีออกไป จึงขับตาม แต่รถเยอะทำให้ตามไม่ทัน พอลงอุโมงค์ห้วยขวางขึ้นมาก็ไม่พบแล้ว ส่วนตัวเชื่อว่า น่าจะเมาแล้วขับ จึงอยากให้คนขับรถออกมารับผิดชอบ เพราะรถยนต์ของเขาก็เสียหาย

ล่าสุดตำรวจ สน.สุทธิสาร พบรถยนต์คันที่เกิดเหตุแล้ว จอดอยู่ในซอยอินทามระ 26 กันชนหน้าทั้งสองฝั่งถูกชนบุบจนไฟหน้าแตกพังทั้งสองข้าง ฝั่งซ้ายของรถเป็นรอยครูดยาว และกระจกมองข้างซ้ายเสียหาย สังเกตได้ว่าทุกร่องรอยที่ชนปรากฎคราบสีเขียวของรถแท็กซี่ติดอยู่ ภายในรถยังเสียบกุญแจคาไว้ และพบซองกับขวดน้ำ 2 ขวด บรรจุของเหลวสีเหลือง ถูกวางไว้ที่พักเท้าฝั่งคนนั่ง และที่หน้ากระจกรถพบสติ๊กเกอร์ "สำนักงานอัยการสูงสุด" ด้วย


ทีมข่าวคุยกับชาวบ้านภายในซอย ระบุว่า รถยนต์คันดังกล่าวไม่ใช่รถของคนภายในซอย แต่เห็นรถยนต์คันนีั้มาจอดกีดขวางท้ายซอย ประมาณ 4-5 ทุ่มเมื่อคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านจึงได้ตะโกนถามว่ามาจอดตรงนี้ไม่ได้ เพราะขวางรถของคนอื่น จากนั้นมีชายหนุ่มไม่ทราบรูปพรรณสัณฐานที่แน่ชัด ลงมาจากรถแล้วบอกกับชาวบ้านว่า ขอจอดแป๊บเดียว ก่อนจะเดินออกไปสูบบุหรี่บริเวณปากซอยแล้วหายไปเลย กระทั่งมีคลิปนี้ออกมา จึงแจ้งตำรวจ เพราะเชื่อว่าเป็นรถคันเดียวกัน


ล่าสุดมีรายงานว่าแม่ของผู้ก่อเหตุพร้อมนาย เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อให้ข้อมูลของผู้ก่อเหตุแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมข่าวได้โทรศัพท์คุยกับนายเอกภพ ให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุมีอาการป่วยทางจิต และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมาหลายปีแล้ว เริ่มตั้งแต่อายุ 23 ปี เรียนมหาวิทยาลัย ปี 4 ลูกชายไปบวชเป็นพระ 2 เดือน และพักเรียนเอาไว้ก่อน แต่ไปๆ มาๆ กลับบวชนานเป็น 10 ปี จนเพื่อนต้องไปร้องขอให้สึกออกมาเรียนต่อให้จบ พอเรียนจบก็อยากเป็นนักกีฬาเพาะกาย แม่เลยเปิดฟิตเนสให้ ฝึกฝนได้เป็นนักกีฬา แต่ปรากฎว่ามักจะมีอาการคลุ้มคลั่งคิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าตลอดเวลา แม่พาไปรักษาอาการทางสมองมาตลอด เวลาไปไหนมาไหนจะพรมน้ำมนต์


สาเหตุที่ลูกชายมีอาการทางจิต แสดงออกด้วยการคลุ้มคลั่ง ฉุนเฉียว เพราะบริโภคสารกระตุ้น ทำให้กล้ามเนื้ออยู่ตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อน้ำในสมอง และสารบางอย่างในสมองจนทำให้ลูกชายมีอาการคุ้มคลั่ง จนหมอต้องสั่งให้เขาหยุดเล่นกีฬา แต่ตัวลูกชายไม่หยุดเล่นกีฬาเพาะกายเพราะเป็นกีฬาที่เขารัก



กระทั่งวันที่ 5 มกราคม แม่ได้พาลูกชายไปพบแพทย์เพื่อรับยารักษาอาการทางจิต ปรากฏว่าในเย็นวันนั้นลูกชายไม่ยอมกินยา แล้ววิ่งหายออกไปจากบ้าน ผ่านไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม แฟนของลูกชายก็ส่งข่าวมาบอกว่าเจอลูกชายแล้ว จึงรีบแจ้งกู้ภัยให้ล็อคตัวลูกชายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แม่คุยกับหมอขอให้ฉีดยาให้หลับ และแม่จะพาไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลที่เดิม แต่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าไม่ฉีดยาให้ ทำให้ลูกหนีออกจากบ้านกระทั่งมาก่อเหตุเมื่อคืนที่ผ่านมา



พันตำรวจเอก ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง เปิดเผยว่า แท็กซี่เขียวเหลืองที่ปรากฏในคลิป ขับมุ่งหน้ามาจากแยกผังเมือง ก่อนเลี้ยวขวาแยกพระราม 9 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษกและพยายามเบี่ยงซ้ายมารับผู้โดยสารบริเวณด้านหน้าโลตัสพระราม 9 หรือฟอร์จูนทาวน์ ส่วนรถเก๋งคันก่อเหตุขับมุ่งหน้ามาจากดินแดง แล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกพระราม 9 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ก่อนจะมาขับพุ่งชนรถแท็กซี่เขียวเหลืองคันดังกล่าว จากนั้นรถเก๋งคันก่อเหตุ ได้ขับมุ่งหน้าตรงไปยังแยกเทียนร่วมมิตร ซึ่งได้เฉี่ยวชนรถแท็กซี่อีก 1 คัน บริเวณด้านหน้าตึก RS ก่อนที่แท็กซี่คันแรกที่โดนชนจะปาดหน้าดักสกัดได้ทันบริเวณด้านหน้า the Street แล้วก็เกิดเหตุการณ์ดังที่ปรากฏในคลิป ซึ่งตัวคนขับตำรวจได้ตัวมาตั้งแต่เช้าแล้ว และอยู่ระหว่างส่งตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อประเมินอาการทางจิต


เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ชนแล้วหนี และทำให้เสียทรัพย์ แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาขณะนี้ ต้องรอผลการตรวจจากแพทย์ก่อน


สำหรับสติ๊กเกอร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ทีมข่าวได้สอบถามไปยังนาย ประยุทธ์ เพชรคุณ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจท้องที่จะต้องสืบสวนสอบสวนว่า รถที่มีการติดสติ๊กเกอร์ของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นรถของใคร มีใครเป็นคนขับและคนที่ก่อเหตุเป็นใคร หากเป็นคนของสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ต้องโดนดำเนินคดีตามกฎหมาย และลงโทษทางวินัยด้วย


พร้อมยอมรับว่า "สติกเกอร์อัยการสูงสุด" มีขายกันอย่างแพร่หลาย ใครก็ซื้อมาติดได้ ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ แม้แต่รถบรรทุก หลายคนก็เป็นของพนักงานอัยการที่ซื้อมาติดเอง หลังจากนี้สำนักงานอัยการสูงสุดก็อาจจะต้องทบทวนเรื่องระเบียบการใช้สติกเกอร์ติดหน้ารถ ว่ามีข้อบ่งชี้ข้อจำกัดอะไรหรือไม่ เพราะรถทั่วไปก็ติดตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการต่างๆ ตำรวจ กองทัพ ศาล ทนาย อัยการ เต็มไปหมด



รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/bTdiFnLvrt8

คุณอาจสนใจ

Related News