สังคม

เปิดใจหนุ่มป่วยผีดาษลิง ตรวจ 4 ครั้งกว่าจะพบ คาดติดเชื้อจากการดื่มน้ำร่วมกับคนอื่นในปาร์ตี้

5 ชั่วโมงที่แล้ว

2.3K views

ถือเป็นเรื่องเตือนภัยใกล้ตัวจริง ๆ เมื่อมีชายหนุ่มคนหนึ่ง ออกมาโพสต์แชร์ประสบการณ์ตรง หลังตัวเองป่วยเป็น ‘โรคฝีดาษวานร’ โดยคาดว่าน่าจะติดเชื้อมาจากคืนไปงานปาร์ตี้สังสรรค์ แล้วเผลอใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น เจ้าตัวย้ำ ว่า โรคนี้ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง ต้องกักตัวและรักษาประคับประคองตามอาการอยู่ที่บ้าน พร้อมเตือนทุกคนให้เคร่งครัดเรื่องสุขอนามัยส่วนตัว เพราะแม้จะไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง คนทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน


เรื่องราวนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากในโลกออนไลน์ หลังมีการแชร์คลิปของชายหนุ่มคนหนึ่ง คือ คุณออกัส หรือ นายธนภัทร อายุ 25 ปี ที่ออกมาเผยแพร่เรื่องราวว่า ตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง ซึ่งต้องไปหาหมอประกันสังคมถึง 4 ครั้งกว่าจะตรวจพบ ซ้ำในวันแรก เมื่อถามหมอว่าผื่นบนหน้า มีโอกาสจะเป็นฝีดาษลิงหรือไม่ แต่หมอกลับบอกว่า เป็นไม่ได้หรอก ถ้าเป็นเรื่องใหญ่เลย ทางทีมข่าวจึงได้ติดต่อไปพูดคุยสอบถาม


คุณออกัสเปิดเผยว่า สาเหตุที่ตั้งใจอัดคลิปนี้ขึ้นมา ก็เพื่อหวังให้เป็นวิทยาทานและสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม เพราะยอมรับตามตรงว่า ตอนแรกแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้เลย ตัวเองก็เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา กิจวัตรประจำวันมีเพียงไปทำงานแล้วก็กลับบ้าน ไม่คิดว่าชีวิตประจำวันจะมีความเสี่ยงหรือเข้าไปใกล้ชิดกับโรคนี้ได้ แต่สุดท้ายกลับติดเชื้อ จึงอยากบอกทุกคนในสังคมว่า คนทั่วไปก็สามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าที่คิด


สำหรับจุดเริ่มต้นของอาการ คุณออกัสเล่าว่า เริ่มแสดงอาการชัดเจนจนทนไม่ไหว ต้องเดินทางไปพบแพทย์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา เริ่มแรกมีอาการนอนไม่หลับติดต่อกันถึง 2–3 วัน รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว และมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรง ระบบขับถ่ายเริ่มมีปัญหา และที่สังเกตได้ชัดคือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบทั้งสองข้างเริ่มบวมโตขึ้นมา หลังจากนั้น ก็เริ่มมีผื่นและตุ่มลามขึ้นตามร่างกายรวมถึงใบหน้า ซึ่งคุณออกัสยอมรับว่า ช่วงที่อาการหนักที่สุดนั้นทรมานมาก เจ็บปวดจนถึงขั้นต้องนอนร้องไห้กับแฟนทุกคืน


ส่วนจุดที่คาดว่าได้รับเชื้อมา ทางแพทย์ได้ให้ย้อนไทม์ไลน์กลับไป 21 วันก่อนเริ่มมีอาการ คือช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งพบกิจกรรมที่น่าสงสัยและถือเป็นจุดเสี่ยงมากที่สุด นั่นคือคืนวันที่ 9 ตุลาคม คุณออกัสได้ไปงานปาร์ตี้สังสรรค์ และมีการดื่มเครื่องดื่มจากแก้วเดียวกัน ร่วมกับกลุ่มเพื่อนและคนที่ไม่รู้จัก จากนั้นในวันที่ 10 ตุลาคม ได้เดินทางไปร่วมชมการประกวด Miss Grand International (MGI) รอบไฟนอล ซึ่งมีผู้คนหนาแน่นจากหลากหลายประเทศ ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ทำงานแล้วกลับบ้าน ไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นใด จึงเชื่อมั่นว่าเชื้อน่าจะติดมาจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือการใช้แก้วเครื่องดื่มร่วมกันในคืนปาร์ตี้ดังกล่าว


คุณออกัส บอกว่ากว่าจะตรวจพบเชื้อและทราบผลยืนยัน ต้องผ่านความยากลำบากและกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก โดยรอบแรกที่ไปตรวจที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผลตรวจเลือด ตรวจค่าตับ และค่าไต ออกมาเป็นปกติทั้งหมด และยังตรวจไม่พบเชื้อ ประกอบกับสภาพห้องพักคอยของโรงพยาบาลยังไม่มีความพร้อม ไม่มีพัดลม และไม่มีห้องน้ำในตัว ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่สะเทือนใจอย่างรุนแรง ระหว่างการตรวจร่างกายอย่างละเอียดในห้องพักผู้ป่วยรวม ซึ่งมีผู้ป่วยคนอื่นอยู่ด้วย โดยไม่มีผ้าม่านหรือฉากกั้นอย่างมิดชิด จนเจ้าตัวรู้สึกเหมือนถูกลดทอนศักดิ์ศรี


นอกจากนี้ ยังมีอีกครั้งที่อาการปวดหลังกำเริบจนต้องไปห้องฉุกเฉิน แต่ต้องนอนรอนานกว่า 1 ชั่วโมง 15 นาที โดยไม่ได้รับการรักษาใด ๆ จนทนความเจ็บปวดไม่ไหว ต้องตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเอง


กระทั่งตัดสินใจเปลี่ยนไปตรวจที่ศูนย์การแพทย์อีกแห่งหนึ่ง โดยแจ้งความประสงค์พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งทันทีที่แพทย์เห็นลักษณะตุ่มบนใบหน้า ก็ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นฝีดาษวานร จึงทำหนังสือส่งตัวกลับไปตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลตามสิทธิเดิม จนกระทั่งผลตรวจยืนยันออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา


ด้านแนวทางการรักษา แพทย์ได้ชี้แจงชัดเจนว่า โรคนี้ยังไม่มียารักษาจำเพาะโดยตรง ลักษณะการดูแลจะคล้ายคลึงกับโควิด-19 โดยทางโรงพยาบาลมีทางเลือกให้ คือ แอดมิตในห้องแยกพิเศษ หรือส่งต่อไปยังสถาบันบำราศนราดูร แต่คุณออกัสตัดสินใจขอกลับมากักตัวและรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือ Home Isolation โดยแพทย์ให้ดูแลประคับประคองตามอาการ เช่น รับประทานยาลดไข้และยาแก้ปวด แล้วรอให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายค่อย ๆ ฟื้นฟูจนเชื้อหมดไปเอง


สำหรับอาการล่าสุดในปัจจุบัน คุณออกัสเผยว่า ได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตที่เจ็บปวดทรมานที่สุดมาแล้ว อาการปวดหลังทุเลาลงจนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีไข้แล้ว เหลือเพียงรอยแผลและตุ่มสะเก็ดที่กำลังรอการหลุดลอก โดยขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการกักตัวที่คอนโดมิเนียม มีแพทย์โทรศัพท์ติดตามอาการทุกวันตลอด 8 วัน ก่อนจะถึงวันนัดตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง ซึ่งตลอดการกักตัว ได้รับกำลังใจและการดูแลเป็นอย่างดีจากแฟนหนุ่ม ที่คอยส่งอาหาร น้ำดื่ม และยาให้ โดยจัดแบ่งพื้นที่พักอาศัยอย่างเป็นสัดส่วนด้วยประตูกระจก และใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัสต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย


คุณออกัสเปิดใจทิ้งท้ายถึงเหตุผลที่ตัดสินใจโพสต์คลิปลงโซเชียลว่า ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะกลายเป็นไวรัล แต่ตั้งใจจะ “ชิงบอกความจริงก่อน” เพราะตัวเองต้องหยุดงานไปรักษาตัวเป็นเวลานาน และรู้ดีว่าเมื่อหายดีแล้วกลับไปทำงาน จะต้องมีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่บนใบหน้าและผิวหนังอย่างแน่นอน กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดหรือนำไปพูดคุยในทางที่ไม่ดี จึงอยากออกมาชี้แจงให้ชัดเจน


และอีกหนึ่งเจตนารมณ์สำคัญ คืออยากเป็นกระบอกเสียงให้สังคมช่วยกันปรับมุมมอง เลิกตีตราผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรว่าต้องมาจากพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเท่านั้น เพราะคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ หากร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย หรือภูมิคุ้มกันตก ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ๆ เพียงแค่การใช้แก้วน้ำร่วมกัน


ขณะเดียวกัน ทางด้าน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ได้มีการออกแนวทางเวชปฏิบัติ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานร เพื่อให้ประชาชนและสถานพยาบาลเข้าใจตรงกัน โดยมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้ การรักษาเน้นประเมินตามความรุนแรงของอาการ และดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก


หากเป็นผู้ป่วยที่ อาการไม่รุนแรง และมีระบบภูมิคุ้มกันปกติ แนวทางระบุว่า สามารถรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก และแยกกักตัวรักษาตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation ได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นอย่างเคร่งครัด


ส่วนกลุ่มที่จำเป็นต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ, ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง, มีรอยโรคหรือตุ่มแผลในตำแหน่งที่อาจเป็นอันตราย รวมถึงผู้ที่ไม่พร้อมหรือไม่สามารถกักตัวที่บ้านได้ โดยเกณฑ์ระบุชัดเจนว่า ควรพิจารณารับไว้ในห้องพักเดี่ยวที่มีห้องน้ำในตัว


สำหรับเรื่อง ‘ยาต้านไวรัสจำเพาะ’ ทางสาธารณสุขชี้แจงว่า ปัจจุบันยายังคงอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย โดยกรมควบคุมโรคจะนำมาใช้ภายใต้กรอบข้อตกลงกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งหากแพทย์ผู้ตรวจรักษาประเมินแล้วพบว่า ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ก็จะมีการประสานปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาการใช้ยาเป็นรายกรณีไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ