สังคม
Thai PBS แถลงโต้ สตง. บอก “น่าคิด” ปมถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง แจงจ้างพิธีกรราคาสูง ต้องการแม่เหล็กดึงคนดู
2 ชั่วโมงที่แล้ว
49 views
วันที่ 14 ต.ค.2569 เวลา 14.00 น. ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พร้อมด้วย นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีการตรวจสอบของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อ Thai PBS
ช่วงแรก นายพิเศษ กล่าวถึง ขั้นตอน กระบวนการตรวจสอบของ สตง. ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แต่หลัก ๆ เน้นย้ำถึงความเป็นอิสระ โดยได้ฝากถึง สตง. ว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการตรวจสอบ คือ ความเป็นอิสระ ต้องปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ ต้องให้ความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบได้ชี้แจงอย่างเต็มที่ และเปิดรับการโต้แย้ง ต้องมีกระบวนการชั่งน้ำหนักและให้ความเป็นธรรมก่อนสรุปผล
ส่วนข้อมูลและข้อสังเกตยังไม่ควรถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณชนจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้เกี่ยวข้อง
อีกทั้งขอเน้นย้ำเรื่องการสร้างมาตรฐานเดียวกัน ต้องการให้หน่วยงานตรวจสอบยึดมั่นในกรอบมาตรฐานวิชาชีพเดียวกันกับทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับการตรวจ
“กระบวนการสำคัญที่จำเป็นต้องขอและทำความเข้าใจ คือเรื่องของ Independence หรือความเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงความ เป็นอิสระเช่นเดียวกับหน่วยงานตรวจสอบ อิสระในที่นี้คือ การปราศจากการแทรกแซงและการถูกแทรกแซงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงาน การใช้ทุน หรือวิธีอื่นใด ต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใส” นายพิเศษ กล่าว
นายพิเศษ ยังกล่าวถึง "ชุดตรวจสอบชุดที่ 1" ในการแถลงข่าว ขอบคุณและให้เกียรติชุดตรวจสอบชุดที่ 1 เป็นชุดแรก โดยระบุว่าชุดนี้เข้ามาทำงานและทำตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน มีการทำตามขั้นตอน ตั้งแต่การเข้ามาตรวจสอบ การเปิดโอกาสให้ซักถาม และก่อนที่จะปิดตัวหรือสรุปผล จะมีกระบวนการในการเปิดโอกาสให้ทาง ส.ส.ท. ได้รับฟัง ได้พรีเซนต์ และชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นที่พบปัญหา สภาพปัญหา รวมถึงจุดที่มีความเสี่ยง โดย ชุดนี้ได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.ท. ได้ชี้แจงข้อโต้แย้ง ให้เหตุผล และแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ ก่อนที่ทางชุดตรวจสอบจะกลับไปพิจารณาและออกจดหมายปิดตรวจ
ส่วนชุดตรวจสอบชุดที่ 2 และชุดที่ 3 กลับไม่มีกระบวนการประชุมสรุปปิดตรวจ (Exit Conference) หรือเปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเพียงพอก่อนสรุปผล
นายพิเศษ ระบุว่า สิ่งที่ สตง.ตรวจสอบ ยืนยันว่าสามารถตอบได้ ก่อนกล่าวถึงกรณี การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดและการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัย กรณีตัวอย่าง PSI Rating การตั้งคำถามว่าองค์กรยังคงต้องยึดติดกับตัวชี้วัดเดิมๆ ตลอดไปหรือไม่ ในเมื่อพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เช่น ยอดผู้ชมทางโทรทัศน์ ลดลง แต่ยอดผู้ชมทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนหน่วยงานควรปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชน โดยหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์หรือการกระจายข้อมูลข่าวสารในมิติเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันระบบงานต่างๆ เช่น One Thai PBS กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการบูรณาการระบบ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่นายอดิศักดิ์ กล่าวถึง การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS และการขยายภารกิจขององค์กร เกี่ยวกับการเติบโตและงบประมาณขององค์กร โดยบอกว่า ปี 51 เราเริ่มจากสถานีโทรทัศน์ช่องเดียว ตอนนี้มีภารกิจเพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่จำนวนเงินเรายังเท่าเดิมนะ 2,000 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบมูลค่า คำนวณออกมาแล้ว มูลค่าเงินจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านเอง เราไม่ไม่เคยขอเงินเพิ่ม
ทั้งนี้ เรามีภารกิจหลักที่หลากหลายกว่าการทำข่าว ซึ่งเรามีกำลังคนประมาณ 1,200 - 1,300 คน ไม่ได้ทำเฉพาะข่าวเพียงอย่างเดียว โดยมีสัดส่วนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งทำภารกิจและคอนเทนต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ข่าว
นอกจากนี้ ยังมีงานออนไลน์และสื่อหลากหลายรูปแบบทั้งทำสื่อออนไลน์จำนวนมาก เช่น Thai PBS Verify สำหรับตรวจสอบข่าวปลอม ทำศูนย์เด็กและรายการสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือคนหูหนวก ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีผลกำไร จัดกิจกรรมให้ความรู้และอบรม เช่น การตรวจสอบข่าวกรองทั่วประเทศ รวมถึงการผลิตหนังสั้นและคอนเทนต์อื่นๆ
ส่วนการจ้างผู้ผลิตอิสระ การจ้างผู้ผลิตรายการภายนอกยืนยันเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจองค์กร
บางช่วง นายพิเศษ เปิดผลรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ตั้งแต่วันที่ 3-14 ต.ค.2569 ณ เวลา 10.48 น. พบว่ามีคนโหวต 87,278 คน เห็นด้วย 16,020 คน 19.5 % ไม่เห็นด้วย 65,872 คน หรือ 80.1% ประเด็นนี้นายพิเศษ จี้ตรวจสอบ เพราะมองว่า มีความผิดสังเกตอย่างมาก ก่อนหน้าที่ สตง. จะเปิดโต๊ะแถลงข่าว ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่าเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายมีสัดส่วนสูงถึง 95-96% แต่หลังจากมีการเปิดโต๊ะแถลงข่าวของ สตง. ตัวเลขสัดส่วนผู้ที่ "เห็นด้วย" กับการแก้ไขกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติและมีนัยสำคัญ จึงฝากให้ทีมงานและผู้เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบเชิงลึก หรือ Investigative เนื่องจากปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกฎหมายอื่น ๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จากการตรวจสอบของ สตง.ทางผู้บริหารคิดว่าประเด็นการตรวจสอบของในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายพิเศษ กล่าวว่า อย่างที่ สตง. แจงไป ว่า มีการตั้งคณะกรรมการสอบเพราะมี "คนร้องเรียน" ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิและเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ
ในช่วงแรกอาจเป็นความเข้าใจส่วนตัวว่าถ้าอยู่ในตำแหน่งผู้รับผิดชอบนั้นสามารถทำได้ และมีการมาตรวจทุกปี เรามี ผู้ตรวจสอบภายนอก ที่ผ่านการคัดเลือกและมีความสามารถตรงตามกำหนดของ กลท. หรือตลาดหลักทรัพย์ เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ก่อนส่งรายงานให้ สตง. แต่ก็สามารถเข้ามาตรวจสอบซ้ำได้อีกครั้ง โดยปกติจะเข้าตรวจบ้างตามประเด็นที่ผู้ตรวจสอบภายนอกตรวจไม่ครบถ้วน ในกรณีนี้ เราถูกตรวจสอบ 2 รอบ และมีคณะกรรมการตรวจสอบภายใน ที่ตรวจสอบกันเอง รวมถึง Internal Audit ขึ้นตรงกับบอร์ดซึ่งก็ร่วมตรวจด้วย สรุปเราตรวจ 3 รอบต่อปี
ส่วนเกี่ยวโยงทางการเมืองตามคำถามหรือไม่นั้น นายพิเศษบอกว่า ก็น่าคิด! ว่ามีการเข้ามาตรวจเยอะ เพราะมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเข้ามาตรวจ และขอตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจปิดตรวจค่อนข้างกระชั้นชิดและเร็วมาก “มองว่าจะเร่งรีบอะไรปานนั้นในช่วงทำประชาพิจารณ์” ซึ่งประเด็นนี้พูดในความเห็นส่วนตัว
ส่วนเอกสารของ สตง. ที่หลุดออกมาผ่านสื่อต่างๆ ทาง Thai PBS ได้รับการยืนยันหนังสือจาก สตง. เมื่อไหร่ และมองว่าเอกสารหลุดได้อย่างไร และจะมีการดำเนินการในส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างไร นายพิเศษ ตอบว่า หลังจากที่ทราบว่ามีเอกสารที่เป็นความลับหลุดออกมาในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตนได้ออกมาแถลงทันทีในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ว่ายังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว ก่อนจะได้รับเอกสารในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ทางฝั่ง Thai PBS จึงต้องขอรักษาสิทธิ์ของเราในการโต้แย้ง โดยให้ทีมทำจดหมายในการโต้แย้งว่า ทำไมเอกสารหลุดออกมาก่อน เพราะเป็นข้อมูลความลับ ส่วนนี้ก็หวังว่าจะมีการตั้ง กรรมการตรวจสอบดุลพินิจออกมาให้ได้ ถ้าได้ในส่วนนี้จะขอบคุณมาก
ส่วนกรณีสื่อที่มีการนำเอกสารไปเผยแพร่ละแก้ไขเอกสาร นาย อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ด้านเทคโนโลยี ตอบว่า ส่วนตัวมีความเข้าใจในฐานะสื่อด้วยกัน แต่สิ่งที่ต้องการและได้บอกกับเพื่อนสื่อไว้ว่า ต้องการแค่ “ขอความเป็นธรรม” ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาแบบนี้ ไม่ว่าจะมาจากหน่วยงานไหนที่ทำให้ทางร้านเราเสียหาย ก็ควรจะเปิดโอกาสให้เราได้ชี้แจง ไม่ควรที่จะนำเสนอไปเลย ซึ่งในนามองค์กรเอง ขอยังไม่ดำเนินการอะไร แต่ในส่วนของความเสียหายรายบุคคล ที่ทำให้เกิดผลกระทบกับพนักงานของเราที่ถูกนำชื่อไปเผยแพร่ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละรายบุคคลไป แต่ตรงนี้ก็อยาก ขอความเป็นธรรมให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วย
ส่วนค่าจัดซื้อจัดจ้างพิธีกรที่มีข้อมูลว่า บางคนจ้างถึง 40,000 บาท หรือจ้างได้จำนวนเทปละหลักแสนบาท ตกเดือนละ 3-4 เทป นายอดิศักดิ์ ตอบว่า อัตราค่าจ้างที่มองว่าสูงเกินไป ตนเองมองว่าอยู่ที่ตัวบุคคลว่าได้อัตตราค่าจ้างสูงหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่าง อาจารย์ วีระ ธัรภัทร หนึ่งในผู้ดำเนินรายการ ออมาพูดถึงอัตตราค่าจ้างว่า ตนเองเคยได้ทั้งอัตตราสูงและต่ำจากที่เคยได้จาก Thai PBS ซึ่งมองว่าเรื่องนี่มันแล้วแต่สื่อ และบทบาทหน้าที่ คล้ายกับการจ้างดารานำ และตัวประกอบ ที่ราคาก็จะไม่เหมือนกัน
ส่วนเรื่องการจ้างงานเฉพาะเจาะจงบุคคล นายอดิศักดิ์ บอกต่อว่า ในแง่ของรายการ Thai PBS ต้องการคนที่จะเป็นแม่เหล็กหรือกองหน้าเข้ามาเสริมทีม เพราะตอนนี้ที่ Thai PBS ไม่มีคนโดดเด่นมากพอ แต่กำลังอยู่สภาวะที่ต้องแข่งขันจึงจำเป็นที่ต้องดึงบุคคลมีชื่อเสียงมาทำงานกับเรา
ส่วนกรณีที่ สตง. ส่งหนังสือมาตำหนิ Thai PBS เรื่องการนำเสนอข่าวตึก สตง.ถล่ม คิดว่าเป็นการแทรกแซงสื่อหรือไม่ นาย อดิศักดิ์ ตอบว่า ที่ผ่านมาเคยมีลักษณะทำนองนี้อยู่เรื่อยๆ คือ ลักษณะโทรมาขอไม่ให้นำเสนอข่าว แต่ในเรื่องของการทำเอกสารส่งหนังสือลักษณะนี้เป็นครั้งแรกที่เคยเจอ ซึ่งปกติหากจะมีการแทรกแซงสื่อเขาก็คงจะไม่ทำกัน
แต่เมื่อ Thai PBs ได้รับหนังสือ ทางเราได้ตั้งเรื่องเพื่อตรวจสอบทันที และได้ตอบกลับทาง สตง. ไปว่า ไม่ได้ทำผิดจรรยาบรรณ และยินดีให้ทาง สตง.ออกมาชี้แจงผ่านรายการ แต่ทาง สตง.ไม่ได้ตอบรับการมาชี้แจง ซึ่งก็ถือว่าเรื่องนี้จบไป
“Thai PBS เองก็ไม่ได้ป่าวประกาศเพราะมีเรื่องนี้ออกมาเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าเอกสารออกมาได้อย่างไร แต่เป็นที่ทราบกันมาในลักษณะนี้อยู่แล้ว” นายอดิศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงเรื่องของการเบิกค่าเดินทางซ้ำซ้อน ทั้งที่มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว ทางผู้บริหารชุดใหม่ยังใช้แนวทางเดิมอยู่หรือไม่ นาน อดิศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่ได้มีการเบิกเพิ่ม แต่มีค่าประจำตำแหน่งอยู่แล้ว และไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในระเบียบการใช้รถไม่ได้มีข้อห้ามในเรื่องนี้ และไม่มีใครมีรถประจำตำแหน่งเลย ท้งนี้ส่วนตัวก็ไม่รู้เรื่องระเบียบนี้มาก่อนเพราะเรามาจากเอกชน แต่พอรู้มีข้อห้ามเราก็ไม่ทำ
สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง บริษัท PNY production ที่ก่อนหน้านี้มีการพบการจัดซื้อจัดจ้างกับบริษัทนี้ยาวนานถึง 9 ปี นาย พิเศษ บอกว่า ช่วงที่ชุดบริหารชุดใหม่เข้ามาในปี 2568 ได้มีการยกเลิกจ้างบริษัทนี้ไปแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าจะนำเรื่องในอดีตมาพิจรณาตอนนี้ทำไม
อย่างไรก็ตาม เราได้ดำเนินการตรวจสอบ การดำเนินการกับบริษัทนี้ ทราบเป็น out source หรือบริษัทร่วมผลิต เป็นลักษณะวิเคราะห์ข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ 2 รายการ โดยจะใช้อุปกรณ์ ของทางบริษัททั้งหมด และนำคอนเทนต์สมบูรณ์มาให้กับทางช่อง และจากการตรวจสอบ ไม่พบความเสียหายและการทุจริต ทางบริษัทส่งงานครบ และเป็นไปตาม TOR กำหนดไว้
นาน อดิศักดิ์ บอกเพิ่มเติมว่า ที่ สตง. ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมต้องมีการจ้างบริษัทข้างนอกมาทั้งที่ทีมบุคลากรของตัวเองอยู่แล้ว มองว่าเป็นดุลพินิจ เพราะบางครั้งบุคลากรงานล้นมือ จึงจำเป็นต้องให้บริษัทนอก “อย่างส่วนของฝ่ายข่าวที่ทำรายการเองก็มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน”
ส่วนเรื่องอัตราบุคลากร นายพิเศษ เผยว่า โครงสร้างอัตรากำลังฃดูอยู่ เพราะภารกิจเราเยอะ แต่ละสำนักก็มีภารกิจเยอะมาก 24 สำนัก และกระจายตามศูนย์ต่างจังหวัด หากถามว่าอัตรากำลังมีความเหมาะสมหรือไม่เรากำลังพิจารณาอยู่ เราต้องการลีน เราต้องการประหยัด กำลังปรับและพิจารณาให้เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งเรากำลังจะทำ
ส่วนอัตรากำลังหรือโครงสร้าง ขอบอกว่าระบบ HR ทุกท่านจะทราบตั้งแต่รับสมัครงานเข้ามา ทั้งค่าตอบแทน สวัสดิการต่างๆ มันมีขั้นตอนอยู่แล้ว
หลังจากนี้ หาก สตง. มีการพิจารณาครบทั้งหมด 3 กรณีแล้ว และมีการส่งหนังสือกลับมาให้กับทาง Thai PBS นายพิเศษ บอกว่า ถ้าเกิดว่าเห็นหนังสือแล้วทางเราไม่เห็นด้วยก็ขอคัดค้าน และจะมีการชี้แจง พร้อมกับดำเนินการตรวจสอบในรูปแบบของเรา ซึ่งเชื่อว่าการตรวจสอบของเราทาง สตง. คงไม่ก้าวล่วง
แท็กที่เกี่ยวข้อง