สังคม

“สมชัย” ฟ้องหมิ่น “ณัฐวุฒิ” จ่อเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท

3 ชั่วโมงที่แล้ว

16 views

“สมชัย” ฟ้องหมิ่น “ณัฐวุฒิ” จ่อเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท หลังโดนแจ้งความปมบริจาคเงินช่วยผู้ถูกกล่าวหาจาก กกต. ชี้เป็นการแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท ส่วนคดีทำร้ายร่างกาย “ณัฐวุฒิ” เบี้ยวนัดแล้ว 2 ครั้ง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่าวันนี้มาขออำนาจศาลยื่นฟ้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง กับ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ส.ค. และวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตนเอง เกี่ยวกับการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกกล่าวหาจาก กกต. โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ไปแจ้งที่สำนักงาน ป.ป.ช. และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ไปแจ้งที่ สน.ทองหล่อ

นายสมชัยระบุว่าทั้งสองครั้งเป็นการแจ้งความเท็จ หมิ่นประมาท และมีการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนด้วยถ้อยคำที่หยาบคายและไม่เป็นจริง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและครอบครัว รวมถึงเป็นการหมิ่นประมาทและการดูหมิ่นในที่สาธารณะ

โดยขณะนี้ศาลได้รับฟ้องไว้แล้วในข้อหาแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 5 ล้านบาท

สำหรับคดีนี่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรก วันที่ 21 ธ.ค.นี้ เวลา 13.30 น. โดยในวันนัดไต่สวน จำเลยสามารถมอบหมายให้ทนายความมาดำเนินคดีแทนได้

สำหรับรายละเอียดและหลักฐานต่างๆ ได้แนบอยู่ในคำฟ้องทั้งหมดแล้ว ทั้งคลิปการให้สัมภาษณ์ฉบับเต็ม เอกสารการถอดเทปบันทึกเสียงให้สัมภาษณ์ รวมถึงภาพข่าวต่างๆ ในสื่อสาธารณะ

ส่วนความคืบหน้าคดีทำร้ายร่างกายที่ สน.ทองหล่อ ซึ่งมีรายงานว่าคู่กรณีไม่ไปตามนัดถึง 2 ครั้ง นายสมชัยชี้แจงว่าคดีดังกล่าวเป็นคนละคดีกัน โดยในคดีทำร้ายร่างกาย ตำรวจ สน.ทองหล่อ ได้นัดหมายให้นายณัฐวุฒิมาพบครั้งแรกในวันที่ 1 ต.ค. เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่ออัยการ แต่เจ้าตัวไม่มา จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ให้นัดมาพบในวันที่ 8 ตุลาคม แต่ปรากฏว่าในวันที่ 8 ต.ค. นายณัฐวุฒิก็ยังคงไม่มาตามนัด

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ และอัยการว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ จะออกหมายเรียกซ้ำอีกครั้งหรือจะขออนุมัติศาลออกหมายจับ ซึ่งตนเองไม่ได้เร่งรัดกระบวนการ และปล่อยให้ตำรวจดำเนินการตามความเหมาะสม

นายสมชัย กล่าวอีกว่า ความจริงแล้วความผิดฐานทำร้ายร่างกายในลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความผิดลหุโทษ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งหากรับสารภาพต่อศาลและอ้างเหตุบันดาลโทสะ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ศาลอาจลงโทษเพียงปรับประมาณ 1,000-2,000 บาท หรือโทษจำคุกอาจให้รอลงอาญา ไม่ถึงขั้นต้องติดคุก แต่คู่กรณีกลับเลือกเส้นทางที่ผิดโดยไม่รับสารภาพ และยังให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่เกินเลยไป เช่น อ้างว่าโดนแฮนด์จักรยานกระแทก หรืออ้างว่าเป็นคลิปที่สร้างโดยเทคโนโลยี AI และไม่ไปพบตำรวจตามหมายเรียก ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นเหตุให้ศาลพิจารณาลงโทษด้วยอัตราโทษสูงสุด

เมื่อถูกถามว่ามองว่าเป็นการหลบเลี่ยงหรือเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมาย นายสมชัยระบุว่าคู่กรณีคงมีความรู้ทางกฎหมายเยอะเพราะเป็นถึงอดีตอัยการและอดีตทนายความ จึงคิดว่าวิธีนี้น่าจะทำให้ได้ขึ้นศาลช้าที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องขึ้นศาลอยู่ดี และยิ่งขึ้นศาลช้าก็ยิ่งทำให้ไม่มีเหตุบรรเทาโทษหรือเหตุที่จะลดหย่อนโทษ ซึ่งการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางกฎหมายแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวคู่กรณี


คุณอาจสนใจ

Related News