สังคม
ยังไม่ทราบสาเหตุ ‘ปลาบึก’ ลอยตายเกลื่อนบ่อกว่า 200 ตัว อบต.ศาลาแดง เร่งเก็บซากฝังกลบ
5 ชั่วโมงที่แล้ว
30 views
จากกรณีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์โพสต์คลิปวิดีโอขอความช่วยเหลือ หลังพบปลาบึกในบ่อดินธรรมชาติลอยตายเป็นจำนวนมาก จนเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว
เมื่อวานนี้ (8 ต.ค.69) ทีมข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณบ่อดิน หมู่ที่ 13 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา สภาพโดยรอบพบซากปลาบึกขนาดใหญ่ลอยตายเกลื่อนผิวน้ำ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ขณะที่น้ำในบ่อมีสภาพดำขุ่นอย่างเห็นได้ชัด
นายโจ ผู้โพสต์คลิป เปิดเผยว่า เริ่มสังเกตเห็นปลาทยอยตายตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงตัดสินใจโพสต์ลงโซเชียลเพื่อขอคำแนะนำ และหวังหาแนวทางช่วยเหลือปลาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่พอเช้าวันที่ 6 ตุลาคม ปลากลับลอยตายเพิ่มขึ้นกว่า 100 ตัว และในวันที่ 7 ตุลาคม ซากปลายิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นพร้อมกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
พี่โจ ระบุเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องปิดร้านกาแฟชั่วคราว 1-2 วันนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกค้า เนื่องจากตัวร้านตั้งอยู่ติดกับบ่อดินดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีปัญหากลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสียอย่างหนัก
ขณะที่นายบุญยิ่ง อายุ 82 ปี และนางสุธิน อายุ 81 ปี เจ้าของบ่อปลา เล่าถึงความเป็นมาว่า เดิมทีเป็นพื้นที่ดินว่างเปล่า จึงขุดดินลึกประมาณ 3 เมตรขึ้นมาเพื่อทำเป็นถนนสาธารณะสัญจรเข้าออก หลังจากนั้นได้ซื้อพันธุ์ปลานิลและปลาบึกมาปล่อยเลี้ยงขายเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว กระทั่งตนเริ่มมีอายุมากขึ้นจึงเลิกทำฟาร์มประมงอย่างจริงจัง ปล่อยให้ปลาที่เหลืออยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดความผิดปกติใด ๆ
จนกระทั่งในช่วงวันที่ 26–30 กันยายนที่ผ่านมา ระดับน้ำในบ่อเพิ่มสูงขึ้น แต่น้ำยังมีสีใสปกติ ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม เริ่มสังเกตเห็นน้ำเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ กระทั่งวันที่ 5 ตุลาคม พบปลาบึกลอยตายชุดแรก 1–2 ตัว ก่อนที่ในวันที่ 6 ตุลาคม ปลาจะทยอยตายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมากกว่า 200 ตัว โดยปลาบึกเหล่านี้เลี้ยงมานาน 8-9 ปีแล้ว น้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 30-40 กิโลกรัม ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 1 ล้านบาท
นายบุญยิ่งเล่าต่อด้วยความสะเทือนใจว่า หลังทราบเรื่องตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ตนรีบมาดู แต่ก็จนปัญญา เพราะไม่มีทั้งกำลังคนและสถานที่อนุบาลปลา จนวันต่อมาปลาทยอยตายจนคาดว่าน่าจะหมดบ่อแล้ว เกินกำลังที่ครอบครัวจะกำจัดซากปลาไหว จึงต้องพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาโดยด่วน
ด้านนางสุธิน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าสาเหตุที่ทำให้ปลาตายเกิดจากอะไร แต่ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่โดยรอบมีโรงงานอุตสาหกรรม 2 แห่ง และฟาร์มเลี้ยงไก่อีก 1 แห่ง แต่ฟาร์มไก่ดังกล่าวก็เปิดดำเนินการมาตั้งนานแล้ว ไม่เคยพบปัญหา แต่สิ่งที่ตนตั้งข้อสงสัยมากที่สุด คือ โรงงานกระดาษซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยก่อนหน้านี้เคยสอบถามทางโรงงานเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสีย และได้รับข้อมูลว่าไม่มีระบบดังกล่าว พร้อมระบุว่ามีการปล่อยน้ำออกทางด้านหลังโรงงาน จึงทำให้ตนเองเกิดข้อสงสัยว่า น้ำที่ปล่อยออกมาจากโรงงานไหลไปยังพื้นที่ใด เนื่องจากบริเวณด้านหลังโรงงานมีถนน และถัดออกไปเป็นพื้นที่นาข้าวของชาวบ้าน จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเส้นทางน้ำ รวมถึงเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อหาความเชื่อมโยงกับการตายของปลาให้ชัดเจน
ส่วนความเสียหาย นางสุธิน ระบุว่า ยังไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ เนื่องจากปลาที่เลี้ยงไว้มีจำนวนมาก และยังไม่สามารถประเมินได้ว่ามีปลาตายไปแล้วทั้งหมดจำนวนเท่าใด ที่ผ่านมาเลี้ยงปลาไว้ตามปกติ และในช่วงนี้ไม่ได้มีแผนที่จะจับปลาไปขาย แต่ตั้งใจเลี้ยงต่อไป ขณะที่เด็ก ๆ ในพื้นที่มักมายืนดูปลาที่ขึ้นมาเล่นน้ำบริเวณบ่ออยู่เป็นประจำ แต่วันนี้กลับต้องมาเห็นปลาที่เคยเลี้ยงไว้ลอยตายจำนวนมาก ทำให้รู้สึกสงสารและเป็นห่วงอย่างมาก
ด้านนางสาวมลทิยา หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นำเครื่องมือเข้าตรวจวัดคุณภาพน้ำในบ่อ เบื้องต้นพบว่าค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) อยู่ที่เพียง 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปที่ควรอยู่ที่ 3 มิลลิกรัมต่อลิตรขึ้นไป เข้าขั้นน้ำเน่าเสียและไม่เหมาะต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ขณะที่ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ทั้งนี้ส่วนของการตรวจสอบคุณภาพน้ำเรื่องของมลพิษและการปนเปื้อน ต้องประสานและส่งตัวอย่างน้ำให้กับ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ
ขณะที่ช่วงบ่าย นายไพศาล ช้างพลายแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศาลาแดง นำรถแบ็คโฮและรถบรรทุกเข้าพื้นที่บึงปลา เพื่อเร่งเคลื่อนย้ายซากปลาบึกขนาดใหญ่ รวมถึงเก็บซากปลาที่ตายอยู่ภายในบ่อ โดยประสานกำลังพลจากกองพันทหารราบที่ 1 ฉะเชิงเทรา และกำลังพลจากเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา รวมกว่า 30 นาย ร่วมกันลงเรือช่วยเก็บกู้ซากปลาขึ้นจากน้ำ ประเมินว่าซากปลาบึกทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 18 ตัน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะลำเลียงด้วยรถบรรทุกไปฝังกลบในพื้นที่เอกชนหมู่ 15 โดยขุดหลุมลึก 5 เมตรเตรียมไว้ พร้อมโรยปูนขาวเพื่อลดกลิ่นและปรับสภาพดิน ส่วนบ่อปลาหลังจากนี้ จะต้องเร่งเติมจุลินทรีย์เพื่อบำบัดน้ำเสียและเพิ่มออกซิเจนต่อไป
นายไพศาล ระบุว่า คาดการณ์ด้วยสายตา น่าจะยังมีปลาที่เหลืออยู่ภายในบ่อประมาณ 300 ตัว ซึ่งจะเร่งนำปลาออกจากบ่อ เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
ส่วนน้ำภายในบ่อ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะสามารถระบายออกไปยังจุดใดได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ และปริมาณน้ำที่ท่วมขังอยู่ในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางทางวิชาการในการบำบัดและฟื้นฟูน้ำเสียให้กลับมามีคุณภาพเหมาะสม ก่อนดำเนินการขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ สาเหตุที่แท้จริงของการตายของปลายังคงต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำจากห้องปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าการตายของปลาครั้งนี้เกิดจากสาเหตุ
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/qyRA0NoJA4w
แท็กที่เกี่ยวข้อง