สังคม
“รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ” นำทีม พลางตัวเป็นคนเก็บขยะ บุกจับหัวจ่ายยาเสพติด
8 ชั่วโมงที่แล้ว
1.3K views
พลตำรวจตรร ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย สารวัตรแจ๊ะ และเจ้าหนัาที่ตำรวจ ปลอมตัวใส่ชุดพนักงานเก็บขยะของกรุงเทพมหานคร ไปตรวจค้นบ้านเป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ ในการปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ประเวศ
โดยจุดแรกเป็นชุมชนท้ายซอยอ่อนนุช ย่านประเวศ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 ราย เป็นกลุ่มผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนหนึ่ง โดยจากการสอบปากคำให้การซัดทอดไปถึง” บังดำ “ว่าเป็นหัวจ่ายรายใหญ่ในพื้นที่
จากนั้นรองจ๋อ และสารวัตรแจ๊ะ ได้ ไปตรวจค้นที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบ้านของนายสมภพหรือ “บังดำ” อายุ 38 ปี โดยตำรวจต้องทำทีเป็นพนักงานเก็บขยะเข้าปฏิบัติหน้าที่ ก่อนจะสบจังหวะเข้าไปในบ้านของผู้ต้องหาพบผู้ต้องหานอนอยู่กับครอบครัวภายในบ้าน
จากนั้นจึงมีการอ่านหมายจับและแจ้งข้อกล่าวหา ข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ร่วมกันครอบครองสารที่มีผมต่อประสาท (เคตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน”
พลตำรวจตรีธีรเดช บอกว่า นายดำเป็นหัวจ่ายระดับหัวหน้าเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ย่านประเวศ มีการจำหน่ายบริเวณชุมชนหลังโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในซอยอ่อนนุช ซึ่งการเข้าจับกุม บังดำ เป็นการขยายผลจากการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ดุสิตนางเลิ้ง แล้วมีการซัดทอดไปถึงบังดำ ทำให้ตำรวจต้องอำพรางสอดแนมในพื้นที่เพื่อดูพฤติกรรมของบังดำ แต่ใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ก็ไม่พบตัวเชื่อได้ว่ามีการระมัดระวังอย่างมาก ทราบภายหลังบังดำได้ออกจากพื้นที่ย่านประเวศหลังจากที่เครือข่ายถูกจับไปกบดานในจังหวัดสมุทรปราการ
จากการติดตามตัวพบว่าพื้นที่ที่ไปกดดันเป็นแหล่งชุมชนมีเครือญาติคนรู้จัก มีนกรู้คอยส่งข่าวเตือนทำให้ สารวัตรแจ๊ะ ใช้กลยุทธ “อำพราง” ในแฝงตัวเข้าพื้นที่ และวันจับกุมได้นำรถขยะอำพราง มาปฏิบัติการดังกล่าว
และในชั้นจับกุม บังดำ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่มาจับกุมตนเองด้วยเรื่องอะไร ตนเองไม่เกี่ยวข้องใดกับยาเสพติด และขอใช้สิทธิปรึกษาทนายความ”
แม้ว่าภายในบ้านของบังดำจะไม่พบ ยาเสพติด แต่จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบหลักฐานการซื้อขายยาเสพติด และแชตข้อความระหว่างบังดำและทนายความของลูกน้องที่เคยถูกจับไปก่อนหน้านี้ในพื้นที่ดุสิตนางเลิ้ง บังดำได้สั่งให้ทนายความไปบอก ลูกน้องที่เป็นผู้ต้องหา ให้กลับคำให้การแล้วอ้างว่าตำรวจซ้อมอีกด้วย
นอกจากนี้ยังตรวจสอบแล้วพบ บังดำ มีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญามาแล้ว 7 คดี ได้แก่
1.พ.ศ. 2550 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ครอบครองยาบ้าเพื่อจำหน่าย” พื้นที่ สน.ประเวศ
2.วันที่ 10 ก.ย. 51 ถูกดำเนินคดีข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่น” จากการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พื้นที่ สน.ประเวศ
3.พ.ศ. 2552 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราฯ” พื้นที่ สน.พระโขนง
4.วันที่ 28 ก.ค. 52 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นที่มิใช่ภรรยา, หน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกาย” จากการถูกนักศึกษานักศึกษาสาวราชภัฏ ปี 4 เข้าแจ้งความว่าขณะยืนรอรถเมล์ บังดำ ได้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็นแล้วอาสาขับขี่ไปส่งเรียนหนังสือ แต่พาเลี้ยวพาลากเข้าห้อง กักขัง ทำร้าย และล่วงละเมิดทางเพศ พื้นที่ สน.ประเวศ
5.วันที่ 28 มิ.ย. 55 ถูกดำเนินคดีข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” พื้นที่ สน.ประเวศ
6.วันที่ 7 ม.ค. 57 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น” จากการใช้อาวุธปืนไล่ยิงผู้เสียหาย พื้นที่ สน.ประเวศ
7.พ.ศ.2559 ถูกดำเนินคดีข้อหา “พ.ร.บ.การพนัน” พื้นที่ สน.ประเวศ โดยจับกุมตัวได้ที่ บ้านเช่าแห่งหนึ่งใน ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
แท็กที่เกี่ยวข้อง