สังคม

ลูกชายคาใจ รพ.ดังหาดใหญ่ไม่โทรเรียกญาติ ปล่อยแม่ 73 หัวแตกเย็บ 10 เข็มกลับบ้านเอง สุดท้ายล้มซ้ำเลือดออกในสมอง

28 ส.ค. 2569

1K views

จากกรณีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์เรื่องราวของแม่วัย 73 ปีไปโรงพยาบาลคนเดียวขณะที่ตัวเองหลับ เนื่องจากศีรษะแตกต้องเย็บกว่า 10 เข็ม แต่พยาบาลปล่อยแม่กลับเอง โดยไม่โทรเรียกลูกหรือญาติ สุดท้ายแม่ล้มซ้ำจนเลือดออกในสมอง พร้อมเรียกร้องขอโรงพยาบาลทุกแห่งอย่าปล่อยผู้สูงอายุที่ประสบอุบัติเหตุหลับบ้าเอง เพราะอาจเกิดเคสเช่นนี้ขึ้นอีก


ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายเด ผู้เสียหาย ลูกชายของหญิงวัย 73 ปี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่แม่ได้รับบาดเจ็บและต้องเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ระบุว่า ปกติแม่จะออกไปซื้อกับข้าวบริเวณใกล้บ้านเป็นประจำ แต่ในวันเกิดเหตุ ตนเองซึ่งทำงานเป็นฟรีแลนซ์และนอนดึก ตื่นขึ้นมาประมาณ 17.00 น. แล้วไม่พบแม่อยู่ที่บ้าน อีกทั้งพบว่าข้าวที่หุงไว้ยังเต็มอยู่ จึงรู้สึกว่าต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น



นายเด กล่าวว่า แม่ไม่เคยพกโทรศัพท์ออกจากบ้าน แม้จะมีโทรศัพท์อยู่ 2 เครื่อง ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ ตนจึงคิดว่าน่าจะตามหาแม่ที่โรงพยาบาลเป็นที่แรก จึงเดินทางไปตรวจสอบที่ห้องฉุกเฉิน และพบว่ามีผู้ป่วยชื่อเดียวกับแม่เข้ามารักษาจริง แต่ได้รับแจ้งว่าแม่ออกจากโรงพยาบาลไปแล้วตั้งแต่ช่วงประมาณ 15.00 น.



จากนั้นเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินได้ประสานขอดูกล้องวงจรปิด เพื่อดูว่าแม่ออกจากโรงพยาบาลไปอย่างไร โดยนายเดระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกล้องวงจรปิดไม่อยู่ และต้องให้บุคคลอื่นเข้ามาประสานงาน ทำให้ตนต้องนั่งค้นหาภาพจากกล้องด้วยตัวเอง ก่อนพบภาพแม่เดินออกจากห้องฉุกเฉินในเวลาประมาณ 15.37 น. และออกไปทางประตูบริเวณห้องฉุกเฉิน



นายเด กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นพยายามประสานตำรวจเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดด้านนอกโรงพยาบาล เพื่อดูว่าแม่เดินไปทางใด แต่ไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ จึงตัดสินใจกลับไปดูที่บ้าน เพราะคิดว่าแม่อาจกลับบ้านแล้ว เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ค่อยรับโทรศัพท์อยู่แล้ว แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านกลับไม่พบแม่ ต่อมาทางโรงพยาบาลโทรศัพท์มาแจ้งว่า พบตัวแม่แล้ว โดยแม่ถูกนำตัวกลับเข้ามาที่โรงพยาบาลอีกครั้งจากพลเมืองดี เนื่องจากมีอาการหัวแตก



นายเด กล่าวว่า จากข้อมูลที่ทราบ เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นการล้ม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกแม่ล้มหงายหลังบริเวณใกล้บ้าน ขณะออกไปซื้อข้าว และหัวแตก ก่อนมีคนบริเวณดังกล่าวเรียกกู้ภัยให้มารับตัวไปโรงพยาบาล เนื่องจากแม่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยตัวเองได้ เพราะ โรงพยาบาลอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 6-8 กิโลเมตร



สำหรับการรักษาครั้งแรก นายเด กล่าวว่า เท่าที่ทราบ แพทย์ได้ทำแผลและเย็บแผล เนื่องจากผลเอกซเรย์ไม่พบความผิดปกติ โดยแผลบริเวณหัวมีขนาดใหญ่และต้องเย็บกว่า 10 เข็ม และจากข้อมูลที่ตนได้รับ พยาบาลเป็นผู้ถามแม่ว่าสามารถกลับบ้านเองได้หรือไม่ และแม่ตอบว่าสามารถกลับได้ ด้วยความที่แม่เป็นคนแก่ และคนขี้เกรงใจจึงตัดสินใจกลับบ้านเอง จึงได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลเอง โดยไม่ได้มีการติดต่อญาติ



ส่วนการล้มครั้งที่ 2 นายเด กล่าวว่า ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นเมื่อใดหรือบริเวณใด ทราบเพียงว่ามีพลเมืองดีพบแม่ล้มอยู่ข้างถนนและนำส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง โดยก่อนหน้านั้นแม่เดินออกจากโรงพยาบาลและพยายามเดินหารถสองแถว เพื่อจะเดินทางกลับบ้าน แต่บริเวณดังกล่าวไม่ค่อยมีรถสองแถว จากการรักษาครั้งที่ 2 แพทย์แจ้งว่าแม่มีเลือดออกในสมอง โดยผลเอกซเรย์พบเลือดประมาณ 2 เซนติเมตร



นายเด กล่าวว่า ขณะนี้แม่ยังรู้สึกตัวเป็นปกติ โดยแพทย์แจ้งว่าจะเจาะเลือดตรวจอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หากผลออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด ก็อาจให้กลับบ้านได้ แต่จะต้องกลับมาตรวจอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ แพทย์แจ้งว่ามีโอกาสประมาณ 80% ที่เลือดที่คั่งอยู่จะยุบหรือสลายไปเอง ขณะที่อีก 20% อาจมีเลือดขยายขึ้นและอาจจำเป็นต้องผ่าตัด ทำให้ยังต้องติดตามอาการต่อไปว่าจะหายดีหรือไม่



นายเด กล่าวว่า ประเด็นที่ติดใจคือ เหตุใดโรงพยาบาลจึงไม่ติดต่อญาติ ทั้งที่แม่เป็นผู้สูงอายุ อายุ 73 ปี และมีบาดแผลบริเวณศีรษะจนเลือดออกจำนวนมาก โดยหลังจากนำเสื้อผ้าของแม่ไปซัก ตนพบว่าเสื้อมีเลือดเปื้อนเป็นจำนวนมาก แผลครั้งแรกเป็นแผลขนาดใหญ่อยู่กลางหัว และต้องเย็บกว่า 10 เข็ม จึงมองว่าแม่น่าจะเสียเลือดไปมาก และตั้งข้อสงสัยว่าการที่แม่ล้มเป็นครั้งที่ 2 อาจเกี่ยวข้องกับอาการวิงเวียนจากการเสียเลือดหรือไม่ ซึ่งย้ำว่าเป็นเพียงการคาดเดาของตนเอง เพราะไม่ได้เป็นแพทย์



นายเด กล่าวว่า หากโรงพยาบาลติดต่อหาตนเพียงครั้งเดียวเพื่อให้ไปรับแม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งที่ 2 ก็อาจไม่เกิดขึ้น และหากมีเหตุการณ์อื่นเกิดขึ้นหลังจากนั้น ตนก็จะไม่โทษโรงพยาบาล เพราะตนเองเป็นคนไปรับแม่แล้ว ส่วนกรณีที่มีการมองว่าแม่เป็นผู้ขอกลับบ้านเอง นายเด ยืนยันว่า จากข้อมูลที่ได้รับแม่ไม่ได้เป็นฝ่ายขอกลับ แต่พยาบาลเป็นผู้ถามก่อนว่าสามารถกลับบ้านเองได้หรือไม่ และแม่ตอบว่าสามารถกลับได้



นายเด มองว่าเป็นเรื่องของสามัญสำนึกพื้นฐาน เนื่องจากแม่อายุ 73 ปี มีบาดแผลที่หัว พึ่งได้รับการรักษา หากโรงพยาบาลติดต่อญาติให้ไปรับตั้งแต่แรก ก็จะทำให้ญาติสามารถมารับกลับบ้านได้ และสมมติว่าแม่สามารถกลับถึงบ้านเองได้อย่างปลอดภัย ตนก็ยังรู้สึกโกรธว่าเหตุใดโรงพยาบาลจึงไม่ติดต่อญาติ และให้แม่ตัวเองกลับมาในสภาพพันแผลเต็มหัวแบบนี้ พร้อมตั้งคำถามว่าหากมีข้อมูลติดต่อญาติอยู่ในประวัติการรักษา เหตุใดจึงไม่มีการโทรศัพท์แจ้ง เพราะแม่เคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าวมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นช่วงปลายปีที่ผ่านมา ในช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ทำให้มีประวัติการรักษาและข้อมูลติดต่อญาติอยู่แล้ว



“การที่บุคลากรทางการแพทย์มองข้ามเรื่องนี้ไป โดยอาจอ้างว่าปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีภาระงานจำนวนมากและทำงานหนักอยู่แล้ว แต่หากมองข้ามเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้จนทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ก็อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้นหรือไม่ เพราะอย่างน้อยการสละเวลาเพียง 1 นาทีเพื่อโทรศัพท์แจ้งญาติ ก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นได้” นายเด กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ