สังคม
มท.2 สั่งเอาผิดทุนจีนสวมสิทธิ์บ้านชาวสกลนคร นำไปจดทะเบียนบริษัท 49 แห่ง
2 ชั่วโมงที่แล้ว
12 views
มท.2 สั่งเอาผิดทุนจีนสวมสิทธิ์บ้านชาวบ้านในสกลนคร จดทะเบียนบริษัท 49 แห่ง พบนายหน้าชาวไทยจ่ายค่าตอบแทนให้ชาวบ้าน 500-1,000 บาท เพื่อขอเอกสาร
จากกรณี เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่ห้องประชุม ที่ว่าการอำเภอพรรณานิคม จ.สกลนคร นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่พบปะส่วนราชการและผู้นำทัองที่ท้องถิ่น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ได้แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับทุนจีนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร โดยรับรายงานจากพาณิชย์จังหวัดพบความผิดปกติในการจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทธุรกิจของคนต่างด้าว ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ นายอำเภอ ป้องกันจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ตำรวจ กอ.รมน. และจัดหางานจังหวัดสกลนคร บูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบพบข้อเท็จจริง ดังนี้ ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ 1. อ.โคกศรีสุพรรณ: 41 บริษัท (ทุนจีน 100%) ย้ายออกแล้ว 8 ราย คงเหลือ 33 บริษัท 2. อ.เมืองสกลนคร: 1 บริษัท (ทุนจีน 100%) 3. อ.ภูพาน: 1 บริษัท (ทุนจีน 100%) 4. อ.สว่างแดนดิน: 14 บริษัท (ทุนไทย 100%) พบใช้บ้านเลขที่เดียวกันจดตั้งหลายบริษัท รวมทั้งสิ้นในจังหวัดสกลนคร จำนวน 38 เลขที่บ้าน 49 บริษัท
มีพฤติการณ์ข้อเท็จจริงนายหน้าหลอกล่อ: นางสาวบิ๋ม (นามสมมติ) อายุ 26 ปี นายหน้า อ.โคกศรีสุพรรณ จ่ายค่าตอบแทนให้ชาวบ้าน 500-1,000 บาท เพื่อขอเอกสาร โดยอ้างว่านำไปใช้ทำธุรกิจออนไลน์ (Shopee/Lazada) โดยชาวบ้านไม่รู้และไม่ยินยอมให้นำไปจดตั้งบริษัทเอกสารทั้งหมดถูกส่งให้นายทุนจีน (ไลน์ “sundy” หรือ “เจ๊”) เพื่อให้บริษัทเอเจนซี่ยื่นจดจัดตั้งบริษัทผ่านรระบบออนไลน์ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์หรือระบบ DB จากการตรวจสอบสถานที่ตั้ง ไม่พบการประกอบกิจการหรือมีสำนักงานจริง เป็นเพียงบ้านอยู่อาศัยปกติของชาวบ้าน ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการดำเนินการ ประสานเจ้าของบ้านเข้าแจ้งความดำเนินคดีแล้วมากกว่า 12 ราย (ส่วนที่เหลือเป็นกรณีบุตรหลานแอบนำเอกสารไปมอบให้) เรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด/มาสอบปากคำ (บันทึก ปค.14) เพื่อดำเนินคดีกับนางสาวบิ๋ม (นามสมมติ), นายทุนจีน และบริษัทเอเจนซี่ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ให้นายอำเภอแจ้งเตือนประชาชนตรวจสอบการแอบอ้างนำบ้านเลขที่ไปใช้จดทะเบียนได้ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ความคืบหน้าหน้ากรณีดังกล่าว วันที่ 18 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีดังกล่าวในอำเภอโคกศรีสุพรรณ ซึ่งพบความปกติในการจดจัดตั้งบริษัทมากที่สุด โดยสุ่มตรวจสอบที่ หมู่ที่ 11 ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ มีนายเอกชัย มุงเพีย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 นำสำรวจสถานที่ตามที่ระบุไว้ในเอกสารจดจัดตั้งบริษัท โดยหมู่ 11 มีจดจัดตั้งทั้งสิ้น 5 บริษัท เช่นที่บ้านเลขที่ 286 หมู่ 11 มีจดจัดตั้ง 2 บริษัท ได้แก่ บริษัทตั้วตั้วเป่า เทคโนโลยี จำกัด เลขทะเบียน 0475569000441 ระบุชื่อนางสาวเหลียง จื่อฮวน เป็นกรรมการ กับบริษัท สกินคีย์ จำกัด เลขทะเบียน 0475569000727 ระบุชื่อ นางฉาง เฉียงลู่ เป็นกรรมการ เป็นต้น ขณะที่อีก 3 บริษัทได้แก่ บริษัทเน็กซ์เจน จำกัด,บริษัท โหทัน พาวเวอร์เกียร์ จำกัด และบริษัท ลูมิโยม จำกัด แยกกันอยู่คนละบ้านเลขที่ แต่ทั้งหมดระบุกรรมการเป็นชาวจีนทั้งหมด จากการสำรวจสถานที่ตั้งบริษัทต้องสงสัยทั้งหมด คือบ้านของชาวบ้านทั่วไป ไม่มีหลังไหนที่มีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการประกอบกิจการหรือธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น
นายเอกชัย มุงเพีย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 บอกกับทีมข่าวว่า ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ตามที่ปรากฏในทะเบียนจดจัดตั้งบริษัททั้ง 5 แห่ง ไม่เคยทราบมาก่อนว่าบ้านของตัวเองถูกนำไปจดจัดตั้งบริษัทของชาวจีน จนกระทั่งมีหนังสือจากทางการแจ้งมาถึง ทำให้ทุกคนพากันแปลกใจมาก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ทราบถึงต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัด ด้าน พ.ต.อ.อัษดิน สมศรี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า เริ่มต้นจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบความผิดปกติในการจดจัดตั้งบริษัทที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีการเริ่มดำเนินการจดทะเบียนภายในปีนี้จำนวน 57 บริษัท โดยเฉพาะที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ พบมีการจดจัดตั้งบริษัทถึง 41 บริษัท รวมทั้งอำเภอเมือง 1 บริษัทและอำเภอภูพาน 1 บริษัท ซึ่งทั้งหมดมีชื่อผู้ถือหุ้นเป็นชาวจีนทั้งหมด ขณะที่อำเภอ สว่างแดนดินมี 14 บริษัท แต่มีชื่อผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย
จากการตรวจสอบเชิงลึกร่วมกันกับฝ่ายปกครองและพาณิชย์จังหวัดสกลนคร พบมีนายหน้าเป็นหญิงสาวชาวไทย ชื่อบีท (นามสมมติ) ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอโคกศรีสุพรรณ ทำหน้าที่จัดหาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนให้นายทุนจีนนำไปใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท มีการเสนอค่าตอบแทนให้เจ้าของเอกสาร รายละ 500-1,000 บาท ขณะที่หญิงผู้ทำหน้าที่รวบรวมเอกสารได้รับค่าตอบแทนจากนายทุนชาวจีน รายละประมาณ 1,500 บาท โดยที่ชาวบ้านเกือบทั้งหมดไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางรายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อถูกนำไปใช้ ขณะที่เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานที่ตั้งบริษัทตามข้อมูลที่จดทะเบียนทั้ง 57 บริษัท กลับพบว่าไม่มีการประกอบกิจการจริง ไม่มีสำนักงานตามที่แจ้ง และสถานที่ทุกแห่งยังคงเป็นบ้านพักอาศัยของชาวบ้านตามปกติ
อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการเก็บข้อมูลรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อหาความเชื่อมโยงทุกด้าน โดยในวันพรุ่งนี้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ได้สั่งการให้ทุก สภ.ที่ปรากฏมีชื่อบริษัทต้องสงสัยในพื้นที่ ดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากชาวบ้านที่ถูกสวมรอยทำนิติกรรมอำพรางทั้งหมด เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการสืบสวน รวมทั้งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นเงินและหลักฐานการติดต่อระหว่างนางสาวบีมที่เป็นนายหน้า กับนายทุนชาวจีนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น เพื่อหาความเชื่อมโยงของขบวนการนี้
แท็กที่เกี่ยวข้อง สกลนคร ,ทุนจีนสวมสิทธิ์ ,จดทะเบียนบริษัท