สังคม

ครอบครัวใจสลาย ชาย 65 ปวดท้องรุนแรง รอรักษาที่โรงพยาบาลนาน สุดท้ายเสียชีวิต

1 ชั่วโมงที่แล้ว

547 views

ครอบครัวนายชาม อายุ 65 ปี ร้องสื่อเหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เมื่อนางอ่อนสี อายุ 54 ปี พานายชาม ผู้เป็นสามี ไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง


ตามคำบอกเล่าของครอบครัว ระหว่างการซักประวัติ นายชามแจ้งพยาบาลว่า รู้สึกคล้ายมีก้อนแข็งผิดปกติอยู่บริเวณท้อง ก่อนถูกนำไปรอภายในห้องฉุกเฉิน ต่อมาแพทย์สอบถามอาการ ตรวจอัลตราซาวด์เบื้องต้น และแจ้งว่าจะฉีดยาบรรเทาปวดแล้วกลับบ้าน


ญาติระบุว่า หลังจากนั้นผู้ป่วยต้องรอประมาณ 2 ชั่วโมง โดยยังไม่ได้รับการฉีดยาตามที่ได้รับแจ้ง อีกทั้งไม่ได้เข้ารับการตรวจ CT Scan ในช่วงแรก ขณะที่ความเจ็บปวดยังคงดำเนินต่อเนื่อง


กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. นายชามเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น บุตรสาวจึงสอบถามเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉินว่า ต้องรออีกนานเพียงใด พร้อมแจ้งว่าบิดาเริ่มไม่ไหวและเกรงว่าจะเข้าสู่ภาวะช็อก


หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกทั่วร่าง และหมดสติ ครอบครัวจึงร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่นำตัวเข้าห้องกู้ชีพ ให้ออกซิเจน และตรวจสัญญาณชีพ โดยญาติกล่าวว่า ขณะนั้นวัดความดันโลหิตได้ประมาณ 200 มิลลิเมตรปรอท


ทีมรักษาจึงส่งนายชามตรวจ CT Scan อย่างเร่งด่วน ก่อนแจ้งครอบครัวว่า พบความผิดปกติของหลอดเลือดภายในช่องท้อง จำเป็นต้องผ่าตัดทันที มิฉะนั้นอาจไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้


ญาติลงนามยินยอมให้ดำเนินการรักษา พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจ และประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมีชีพจรอ่อนลง ก่อนเข้าสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น แม้ทีมแพทย์พยายามช่วยฟื้นคืนชีพ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้


ช่วงเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Puk Pik” ซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้เสียชีวิต ได้เผยแพร่เรื่องราวผ่านบัญชีส่วนตัว พร้อมประสานผู้สื่อข่าว ประจำจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริง


ข้อความดังกล่าวตั้งคำถามว่า เหตุใดบิดาจึงไม่ได้รับการตรวจ CT Scan ตั้งแต่ยังรู้สึกตัว สามารถพูดคุยและบอกถึงความผิดปกติภายในท้องได้ รวมถึงเหตุใดจึงต้องรอเป็นเวลานานก่อนอาการทรุดหนัก ครอบครัวนายชาม กงนะ อายุ 65 ปี ขอคำชี้แจงจากโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังผู้ป่วยเข้ารับบริการด้วยอาการปวดท้องรุนแรง ก่อนทรุดหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา


ผลตรวจ CT Scan พบหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ภรรยากับบุตรสาวยืนยันไม่ประสงค์เอาความ แต่อยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียน เพื่อป้องกันความสูญเสียแก่ครอบครัวอื่น


ต่อมาเวลาประมาณ 16.45 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของนายชาม ซึ่งตั้งอยู่หน้าวัดมงคลโสภา บ้านนาโสกน้อย ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร กำลังจัดงานศพบรรยากาศโศกเศร้าสอบถามข้อเท็จจริงจากครอบครัว


นางอ่อนสีและนางสาวธัญรัตน์ อายุ 28 ปี บุตรสาว ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ไม่ติดใจเอาความหรือประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใด แต่อยากขอคำอธิบายจากโรงพยาบาลว่า เหตุใดกระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาจึงล่าช้า จนต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัวภายในสถานพยาบาล


ทั้ง 2 ตั้งข้อสังเกตว่า หากนายชามได้รับการตรวจอย่างละเอียดและรักษาเร็วกว่านี้ อาจมีโอกาสรอดชีวิต พร้อมฝากให้โรงพยาบาลนำกรณีดังกล่าวไปทบทวน เพื่อไม่ให้ความสูญเสียลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับผู้อื่น


จากนั้นเวลาประมาณ 18.18 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อขอคำชี้แจง โดยมีแพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล


แพทย์หญิงนภาพรกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัว พร้อมชี้แจงว่า เมื่อมาถึงโรงพยาบาล นายชามได้รับการคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับที่ 2 หรือสีชมพู ซึ่งมีความเร่งด่วนรองจากระดับที่ 1 หรือสีแดง อันเป็นกลุ่มวิกฤตสูงสุด


ตามแนวทาง ผู้ป่วยระดับสีชมพูควรได้รับการประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที แต่กรณีนี้มีช่วงห่างของการติดตามประมาณ 1 ชั่วโมง จึงยอมรับว่ากระบวนการดังกล่าวล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอธิบายว่า ขณะนั้นมีผู้ป่วยระดับสีแดงเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ ผู้ถูกงูเห่ากัดซึ่งมีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้บุคลากรต้องเร่งช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในภาวะคุกคามต่อชีวิตก่อน


อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงนภาพรย้ำว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว และโรงพยาบาลยอมรับความล่าช้าในส่วนของการประเมินซ้ำ


เมื่อพบว่านายชามมีอาการรุนแรงขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดและส่งตรวจ CT Scan ผลปรากฏว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ซึ่งในทางการแพทย์ถือเป็นภาวะวิกฤตสูงที่สุดของความผิดปกติในหลอดเลือดดังกล่าว จากนั้นสัญญาณชีพของผู้ป่วยอ่อนลง ก่อนเสียชีวิตในที่สุด แพทย์หญิงนภาพรกล่าว


นายแพทย์วิลาศกล่าวเพิ่มเติมโดยสรุปว่า โรงพยาบาลจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวน เพื่อปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ความปลอดภัย และโอกาสรอดชีวิต พร้อมนำข้อบกพร่องมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำ


ทั้งนี้ ข้อสังเกตที่ว่า หากได้รับการตรวจและรักษาเร็วกว่านี้ นายชามอาจมีโอกาสรอดชีวิต เป็นความเห็นของครอบครัว ส่วนระยะเวลาการรักษามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากเวชระเบียน ลำดับการดูแล และข้อวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ