สังคม
“โฆษก สธ.” เผย เด็ก 11 ขับชนพระยังอยู่ในการดูแล ขาดการรักษาออทิสติกไปบางช่วง
10 ชั่วโมงที่แล้ว
83 views
โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เผย ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจ ญาติพระสงฆ์ที่มรณภาพจากเหตุการณ์เด็ก 11 ขวบ ขับรถชนพระสงฆ์ที่ จ.มุกดาหาร ขณะที่เด็กยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ มีขาดการรักษา “ออทิสติก” ไปบางช่วง
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีอุบัติเหตุเด็ก 11ปี ขับรถยนต์ชนพระสงฆ์ที่จังหวัดมุกดาหาร ระบุว่าหลังเกิดเหตุทางกระทรวงสาธารณสุข รู้ว่าจะมีผลกระทบกับญาติของฝั่งผู้สูญเสีย ฝั่งผู้ที่ก่อเหตุ คนที่เห็นเหตุการณ์ และคนที่อยู่โดยรอบในชุมชนนั้น จึงได้จัดทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) กรมสุขภาพจิต ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี และโรงพยาบาลน้ำขุ่น รวมทีมลงไปงานในพื้นที่ ตั้งแต่การเยี่ยมที่โรงพยาบาล ดูแลผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ปัจจุบันดูแลอยู่ทั้งหมดกว่า 100 คน พบว่าใน 100 กว่าคนนี้ บางคนยังมีความเครียดระดับสูงอยู่ 6-7 คน และมีบางคนที่ต้องติดตามต่อเนื่องอยู่อีกประมาณ 10 กว่าคน ระยะยาวใน 1-2 สัปดาห์นี้ ต้องติดต่อว่ามีใครเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อยู่หรือไม่ ทั้งฝั่งของผู้ประสบเหตุ และผู้ก่อเหตุต้องดูแลที่สมดุลกัน ต้องดูแลต่อเนื่องจนมั่นใจว่าทุกคนจะปลอดภัยดี
ส่วนเด็กที่เป็นผู้ขับรถนั้น ได้รับการประสานจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าเด็กคนดังกล่าวต้อง
มีการดูแล เพราะเด็กจัดอยู่ในกลุ่มผู้พิการออทิสติก ในส่วนที่มีโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชอยู่ ร่วมถึงเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการออทิสติกด้วย เบื้องต้นทราบว่าเด็กขาดการรักษาไปบางช่วง อาจจะต้องกลับมาสู่กระบวนการรักษาว่ามีอาการอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้ตัวเด็กเองปลอดภัยและเมื่อกลับไปสู่สังคม คนรอบข้างก็ต้องปลอดภัยด้วย
กรณีประเด็นทางสังคมที่ตั้งข้อสงสัยว่า คนเป็นออทิสติกสามารถขับรถได้หรือไม่นั้น ต้องอธิบายว่า ออทิสติกเป็นคำที่ค่อนข้างกว้าง มีทั้งคนที่เป็นออทิสติก แต่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไป จนหลายคนดูไม่ออกด้วยซ้ำ แต่บางคนที่อาการรุนแรง แบบที่ไม่สามารถสื่อสารได้เลย ไม่เข้าใจเลย มองหน้าสบตาไม่ได้ ถ้าเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการ่วมด้วย มีปัญหาสติปัญหาร่วมด้วยอาจจะไม่สามารถขับรถได้
แต่หลายคนที่เป็นออทิสติก คือคนที่สอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน คนที่เรียนเก่งคนที่ทำงานได้ปกติ สามารถใช้ชีวิตและสามารถขับรถได้ตามปกติ ตรงนี้ต้องมาแยกกันว่าคนที่เป็นออทิสติกอาการรุนแรงแค่ไหน
ประเด็นที่สังคมต้องมองให้ลึกขึ้น คือ เด็กในวัย 11 -12 ปี ต่อให้เป็นออทิสติกหรือไม่เป็นออทิสติก มีศักยภาพในการขับรถแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอุบัติเหตุหลายครั้งในต่างจังหวัด พบว่าเด็กอายุ 11 , 12 , 13 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์กัน ในบางครั้งก็ขับรุกระบะ หลังจากนั้นก็เกิดอุบัติเหตุกับเด็ก ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องพูดคุยกันในสังคมให้เข้าใจมากขึ้น และเรียนรู้ร่วมกัน ว่าเด็กบางครั้งเองอาจจะไม่ได้มีวุฒภาวะเพียงพอในการที่จะตัดสินใจ ในเรื่องที่เกิดกะทันหันอย่างการขับรถ หรือาจจะต้องมีมุมมองต้องมีการฝึกทักษะ สรุปคือเด็กออทิสติกสามารถฝึกได้ ถ้าเราฝึกให้เขาทำสิ่งต่างๆ ทั้งเรื่องการดูแลตัวเอง การอาบน้ำอาบท่า แต่ขึ้นอยู่กับระดับว่าอาการออทิสติกมีระดับความรุนแรงแค่ไหน
สิ่งที่ต้องบอกคือ แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับเด็กที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต และมีปัญหาด้านพัฒนาการ แต่อย่าไปตีตรา เพราะในสังคมไทย ยังมีเด็กออทิสติกอีกมากมาย ที่ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้ก่อปัญหาหรือสร้างเหตุการณ์ให้ใคร คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอายุน้อย แม้ไม่มีปัญหาด้านพัฒนาการ การปล่อยให้ขับขี่รถยนต์ เป็นการให้ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ก็อาจจะมีความเสี่ยงให้เกิดอันตรายได้ ตรงนี้ต้องพิจารณากันอย่างรอบครอบ เพื่อลดผลกระทบกับตัวเขาเองด้วย ลดผลกระทบกับครอบครัว รวมถึงลดผลกระทบกับสังคม
ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ออทิสติกเป็นภาวะที่สมองบางส่วนมีความผิดปกติในการเข้าสังคม ความผิดปกติในการใช้ภาษา อาจจะสังเกตเห็นบางคนที่พูดดูแปลกๆ หรือสื่อสารไม่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์ออทิสติกเหมือนกัน แต่บางคนก็สามารถขับรถไปทำงานได้ปกติ ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ถ้าได้รับการกระตุ้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หรือรักษมาต่อเนื่อง หรือบางคนมีอาการน้อยก็ใช้ชีวิตปกติ ดังนั้นอย่าไปตีตราว่าคนเป็นออทิสติกจะก่อให้เกิดปัญหา นอกจาคนที่อาการรุนแรงชัดเจน ควรจะพาไปเข้าสู่กระบวนการรักษา เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
สำหรับประเด็นการแสดงอารมณ์โกรธ หรือเกลียดในโซเชียลมีเดีย เป็นเรื่องที่สังคมกำลังกังวลใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เข้าได้ได้ว่าเพราะมีพระสงฆ์มรณภาพไปกว่า 10 รูป ในฐานะของพุทธศาสนิกชนก็มีความรู้สึก ดังนั้นเราต้องมาเน้นเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ขับรถเอง ทั้งผู้ใหญ่ คนที่ไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ การขับรถอย่างระมัดระวังเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าเกิดการณ์สูญเสียไม่ใช้เกิดการณ์สูญเสียแค่ครั้งเดียว มันส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง ส่งผลกระทบกับสังคมได้ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันดูแล ยิ่งมีผู้ป่วยจิตเวชยิ่งต้องช่วยกันดูแล ให้ได้รับการทานยาอย่างต่อเนื่อง
เรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน ทุกคนรู้อยู่แล้วความรุนแรงอุบัติเหตุในประเทศไทยค่อนข้างสูงและเกิดเหตุบ่อย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน เพราะไม่สามารถบังคับเพียงกฎหมายอย่างเดียวได้ ไม่สามารถตั้งกฎหมายให้รุนแรง และให้ทุกคนทำตาม แต่มันต้องอาศัยจิตสำนึก ทุกคนต้องมีจิตสำนึก ไม่ฝ่าฝืนกฎจราจร หากใครอายุน้อย ไม่มีความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ ครอบครัวก็ไม่ควรสนับสนุนให้ขับรถ หากไม่พร้อมก็ไม่ควรขับรถ เพราะอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เคารพกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ แต่ตัวเราเองต้องมีจิตสำนึกร่วมกัน ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อให้คนที่ใช้ชีวิตปลอดภัยและไม่ต้องกลัวคนที่ข้ามถนน และไม่อยากให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการถอดบทเรียน ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เราเองต้องรณรงค์การใครไม่ปฏิบัติตามกฎ ก็ต้องมีการพูดคุยหรือตักเตือนกัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง เด็กชนพระธุดงค์