สังคม

สมาพันธ์ปศุสัตว์ ยันนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ไม่กระทบเกษตรกร แจงช่วยลดต้นทุนภาคปศุสัตว์-ลด PM2.5

4 มิ.ย. 2569

23 views

สมาพันธ์ปศุสัตว์ แจงเหตุนำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ ช่วยลดต้นทุนภาคปศุสัตว์ ลด PM2.5 ย้ำไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศ

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย พร้อมพันธมิตร 4 สมาคมในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง ร่วมแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกามีความจำเป็นด้วยเหตุผล 2 ประการ 1.เพื่อบรรเทาผลกระทบภาษีของสหรัฐ แม้ปัจจุบันศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลก แต่ยังเป็นภัยคุกคามอยู่เนื่องจากสหรัฐใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% และเก็บสูงสุดได้ถึง 15% ไทยจึงมีความจำเป็นต้องเจรจาเปิดตลาดกับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง 2.ภาคปศุสัตว์ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยปัจจุบันไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9 ล้านตัน ผลผลิตในประเทศมีเพียง 5 ล้านตัน ขาดแคลน 4 ล้านตัน มีการนำเข้าประมาณ 3.2 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.5 ล้านตัน และข้าวสาลี 1.7 ล้านตัน และยังขาดแคลนอีกประมาณ 0.8 ล้านตัน

รัฐบาลมุ่งเน้นปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทย นอกจากประกาศดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ยังกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐจะต้องซื้อข้าวโพดในประเทศในสัดส่วน 3 : 1 ก่อนการนำเข้า ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับข้าวสาลี ทำให้ปริมาณที่เปิดให้นำเข้าข้าวโพดสหรัฐ 1 ล้านตันนี้ไม่ได้มาทดแทนข้าวโพดไทย แต่เป็นจำนวนที่จะทดแทนข้าวสาลีที่นำเข้ามาอยู่แล้ว 1.7 ล้านตัน ส่วนปริมาณที่ยังขาดแคลน 0.8 ล้านตันยังคงอยู่เช่นเดิม

ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยพุ่งสูงทะลุ 13 บาท/กก. สูงที่สุดในโลก ส่วนหนึ่งจากมาตรการควบคุมการนำเข้าของรัฐที่เข้มงวดขึ้นทุกปี การนำเข้าข้าวโพดในกรอบ AFTA ลดลงกว่าครึ่งจากมาตรการนำเข้าปลอดการเผา ผนวกกับภัยแล้งฝนมาล่าช้าทำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดล่าช้าตามไปด้วย ทำให้ข้าวโพดไทยมีราคาสวนทางกับราคาขายเนื้อสัตว์ที่ปรับลดลง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องทบทวนมาตรการนำเข้าให้เกิดความเป็นธรรมต่อภาคปศุสัตว์ด้วย

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า ในประเด็นการใช้วัตถุดิบกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในประเทศมาทดแทนข้าวโพด ทุกวันนี้มีการใช้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ปลายข้าว รำข้าว หรือมันสำปะหลัง แต่การจะนำมาใช้ทดแทนทั้งหมดนั้นไม่สามารถทำได้เนื่องจากข้อจำกัดของความต้องการสารอาหารในสัตว์แต่ละชนิดและแต่ละช่วงอายุ ความปลอดภัย ความต้องการของตลาด และข้อด้อยของวัตถุดิบนั้นๆ เช่น ไก่ไข่ต้องการสารสีในข้าวโพดมาช่วยให้สีไข่แดงสวยตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งปลายข้าวและมันสำปะหลังไม่มีสารสี

จึงต้องเพิ่มสารสีสังเคราะห์ในสูตรอาหารเป็นการเพิ่มต้นทุนปลายข้าว ราคาสูงเพราะต้องแย่งกับตลาดมนุษย์บริโภคทำให้ไม่สามารถเอามาใช้ได้ในสูตรอาหารที่ต้องแข่งขันในเรื่องต้นทุนมันสำปะหลัง มีค่ากากใยสูง และมีความเสี่ยงที่จะพบเชื้อ Clostridium perfringens ที่อยู่ในดินปะปนมาทำให้สัตว์ที่ได้รับจะติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและป่วย อีกทั้งหากถ้าใช้มันสำปะหลังในปริมาณที่มากจะมีผลต่อคุณภาพซากสุกรชำแหละ ทำให้มันแข็ง สีขุ่น ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เป็นต้น

และยังพบปัญหาสิ่งสกปรก ดิน ทราย ที่ปนมาทำให้เครื่องจักรในโรงงานอาหารสัตว์เสียหาย เพิ่มค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารำสด มีไขมันสูงเกิดปัญหาการเหม็นหืนทำให้ความน่ากินของอาหารสัตว์ลดลง สัตว์กินน้อยลง  การเจริญเติบโตช้าลง และมีผลต่อวิตามินในอาหารสัตว์ด้วย อีกทั้งยังมีความชื้นสูงยากต่อการเก็บรักษาข้าวเปลือกมีความแข็ง ย่อยยาก ต้องใช้เอนไซม์ช่วยย่อยทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เปลือกที่แข็งทำให้เครื่องจักรเสื่อมสภาพเร็ว การเลือกใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีข้อด้อยนี้ จะต้องเพิ่มการจัดการอย่างอื่น หรือเพิ่มสารเสริมต่างๆ เพื่อให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของสัตว์ได้ตรงตามสายพันธุ์  ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต เนื้อ นม ไข่ ต่อไป

อีกด้านหนึ่งทางภาคอุตสาหกรรมยังชี้ให้เห็นว่า ข้าวโพดสหรัฐฯ มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ในหลายช่วงเวลา ดังนั้น การนำเข้าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมง รวมถึงราคาสินค้าโปรตีนของประชาชน นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน อีกทั้งตอบโจทย์แนวโน้มการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคาร์บอนต่ำในอนาคต


คุณอาจสนใจ