สังคม

แม่บ้านเก็บเงินทั้งชีวิต ถูกสแกมเมอร์หลอกตรวจสอบบัญชีผัว หลงเชื่อโอนเงินสูญกว่า 4 ล้าน

2 มิ.ย. 2569

813 views

แม่บ้านสูญเงินเก็บทั้งชีวิต 4 ล้านบาท ถูกสแกมเมอร์หลอกตรวจสอบบัญชีสามี อ้างพัวพันคดีฟอกเงิน หลงเชื่อทยอยโอนเงินภายใน 1 สัปดาห์ เศร้าทำงานเก็บเงินมาใช้ยามแก่ หลายคนบอกให้ทำใจ วอนตำรวจเร่งตามคดี

วันนี้ (2 มิ.ย.69) ชายอายุ 31 ปี อาชีพเซลล์ขายน้ำมันเครื่อง นำหลักฐานแชตไลน์สลิปการโอนเงิน และเอกสารต่างๆ เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ประธาน กต.ตร. สภ.รัตนาธิเบศร์ และผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” หลังแม่ของตนคือ หญิงอายุ 64 ปี อาชีพแม่บ้าน ถูกขบวนการสแกมเมอร์โทรศัพท์หลอก อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบเส้นทางการเงินของสามีวัย 70 ปี ว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนหลอกให้ทยอยโอนเงินรวมกว่า 4 ล้าน 1 แสนบาท ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

ลูกชายผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 มีโทรศัพท์โทรเข้ามาหาแม่ อ้างว่าพ่อของตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน และมีคดีอยู่ที่ สภ.ภูเก็ต จากนั้นให้แม่แอดไลน์เพื่อพูดคุยเพิ่มเติม โดยมิจฉาชีพส่งเอกสาร รูปภาพ และข้อมูลส่วนตัวของพ่อ ทั้งเลขบัตรประชาชนและที่อยู่ที่ถูกต้อง ทำให้แม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เนื่องจากพ่อไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือและไม่เคยทำธุรกรรมออนไลน์ แต่คนร้ายกลับรู้ข้อมูลครอบครัวอย่างละเอียด

ช่วงแรก มิจฉาชีพอ้างว่าจะตรวจสอบบัญชีของพ่อ แต่เนื่องจากพ่อไม่มีโทรศัพท์มือถือ จึงให้แม่โอนเงินของพ่อจำนวน 23,000 บาท จากบัญชีพ่อเข้าบัญชีแม่ ก่อนโอนต่อไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ โดยอ้างว่านำไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังจากนั้นไม่นาน มิจฉาชีพได้โอนเงินคืนกลับมาเต็มจำนวน 23,000 บาท ทำให้แม่เกิดความเชื่อใจ

ต่อมา กลุ่มมิจฉาชีพเริ่มสอบถามข้อมูลบัญชีธนาคารของแม่ทั้งหมด 5 บัญชี พร้อมอ้างว่าแม่เป็น “คู่สมรส” และจำเป็นต้องโอนเงินทั้งหมดไปตรวจสอบว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและเชื่อว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบจริง แม่จึงทยอยโอนเงินไปให้ครบทั้ง 5 บัญชี



หลังจากโอนเงินครบแล้ว แม่พยายามทวงถามผ่านทางไลน์ว่าการตรวจสอบเสร็จหรือยัง แต่มิจฉาชีพกลับบ่ายเบี่ยง อ้างว่ายังตรวจสอบไม่เสร็จ ก่อนจะติดต่อไม่ได้ในที่สุด รวมยอดเงินที่โอนทั้งหมด 11 ครั้ง จาก 5 บัญชี เป็นเงินกว่า 4 ล้าน 1 แสนบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์

ลูกชายผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า แม้หลังจากได้เงินไปแล้ว มิจฉาชีพยังไม่หยุด โดยยังพยายามหลอกให้แม่นำโฉนดที่ดินไปตรวจสอบเพิ่มเติม แม่จึงนำโฉนดบ้านที่กรุงเทพฯ ไปประเมินราคาที่กรมที่ดิน กระทั่งเจ้าหน้าที่กรมที่ดินสอบถามว่าเอาที่ดินมาประเมินทำไม แม่จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบอกว่าแม่กำลังถูกมิจฉาชีพหลอก จึงทำให้แม่รู้ตัวและเดินทางเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568

หลังแจ้งความ แม่คิดว่าจะสามารถพึ่งพาตำรวจได้ แต่เวลาผ่านไปกว่า 6 เดือน คดีกลับไม่มีความคืบหน้า จนสุดท้ายแม่ยอมเล่าความจริงทั้งหมดให้ตนฟัง พร้อมบอกว่าตอนนี้หมดตัวแล้ว ตนพยายามขอความช่วยเหลือหลายเพจดังเป็นเพจที่ช่วยเหลือเหยื่อ แต่ได้รับคำตอบว่า “ให้ทำใจ” เพราะคดีลักษณะนี้มีจำนวนมาก

ลูกชายผู้เสียหาย กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนติดใจคือ เหตุใดมิจฉาชีพจึงรู้ข้อมูลครอบครัวละเอียดขนาดนี้ ก่อนจะมาพบเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” และตัดสินใจเดินทางมาขอความช่วยเหลือ เพราะยังมีความหวังว่าแม่จะได้เงินคืน โดยแม่ทำงานเป็นแม่บ้าน รับจ้างทำความสะอาดบ้าน เก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อไว้ใช้ยามแก่และส่งลูกเรียน แต่วันนี้กลับต้องทำงานหนักต่อเพราะหมดตัว โชคดีที่นายจ้างยังไม่ได้ให้เซ็นใบลาออก ไม่เช่นนั้นแม่คงเครียดมากกว่านี้

ตอนนี้แม่ไม่มีทางออกแล้ว ตนอยากให้ดร.แก้วช่วย อยากให้แม่ได้เงินคืน จะได้ไม่ต้องไปทำงานหนักอีก ตนสงสารแม่มาก แม่เก็บเงินมาทั้งชีวิต ไม่คิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เข้าใจว่าแม่คงเป็นห่วงพ่อ กลัวพ่อมีคดีความ เลยหลงเชื่อมิจฉาชีพ ตอนแรกตนไม่รู้ว่าแม่มีเงินเยอะขนาดนี้เลยไม่ได้ห่วงเรื่องว่าแม่จะโดนหลอก เพราะทำงานแค่แม่บ้าน ไม่คิดว่าจะเก็บเงินได้เยอะขนาดนี้ ได้แต่หวังให้ตำรวจช่วยติดตาม และอยากให้ตำรวจปราบสแกมเมอร์ให้หมดไป ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอแบบแม่ตนอีก

ด้าน ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” กล่าวว่า วันนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งทุกข์ใจมานานกว่าครึ่งปี หลังคุณแม่ที่ทำอาชีพแม่บ้านมากว่า 30 ปี สูญเงินเก็บทั้งชีวิตไปกว่า 4 ล้านบาท ให้กับมิจฉาชีพตนมองว่าคดีนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมิจฉาชีพมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการโอนเงินคืนกว่า 20,000 บาทในครั้งแรก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ก่อนจะหลอกโอนเงินทั้งหมดในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญเจ้าของบัญชีปลายทางที่ผู้เสียหายโอนเงินไปให้เข้ามาพบแล้ว จึงอยากให้ตำรวจเร่งติดตามเส้นทางการเงินและนำเงินของผู้เสียหายกลับคืนมาให้ได้ พร้อมยืนยันว่าตนยังเชื่อมั่นว่าตำรวจสามารถทำได้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ใช่คนดังหรือดารา แต่เป็นเพียงประชาชนธรรมดาที่เดือดร้อนจริง

ทั้งนี้ตนอยากฝากถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เข้ามาติดตามคดีนี้อย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าจะติดตามความคืบหน้าทางคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป

คุณอาจสนใจ