สังคม
ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เข้มสั่งเข้มกรณี “สวมบัตร” อย่าให้เกิดขึ้นในจังหวัด ล่าจนท.เอี่ยวเคส “หมิงเฉิน ซัน”
11 พ.ค. 2569
74 views
อย่าให้เกิดขึ้นในเชียงใหม่! “ผู้ว่าฯ เชียงใหม่” สั่งเข้ม กรณีสวมบัตรสีชมพูและบัตรประชาชน ลั่น อย่าให้เกิดขึ้นในจังหวัดเด็ดขาด โดยเฉพาะพื้นที่แนวชายแดน พร้อมล่าเจ้าหน้าที่หากเอี่ยวเคส “หมิงเฉิน ซัน” ยัน ไม่ละเว้น
กรณีคดีเกิดจากเหตุรถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นายหมิงเฉิน หรือ อายุ 31 ปี ชาวจีนเป็นคนขับ และมีหญิงชาวไต้หวันนั่งมาด้วย เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุจนพบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีนภายในรถ นำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพักหรูในซอยห้วยใหญ่ ก่อนค้นรังลับเจอระเบิด C4 และปืน M16 จำนวนมาก ตรวจสอบประวัติการเดินทางพบว่า นายหมิงเฉิน เข้ามาประเทศไทยครั้งแรกในปี 2020 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และล่าสุดเดินทางเข้าประเทศเมื่อ 27 ม.ค. 69 ด้วย “วีซ่ารีเอนทรี” ซึ่งเชื่อมโยงกับวีซ่าระยะยาวที่พำนักได้ถึง 5 ปี
ชุดปฏิบัติการสืบสวนได้ทำการสืบสวนและตรวจสอบจากระบบทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง รายการของนายหมิงเฉิน ซัน สัญชาติจีน เกิดที่มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน โดยได้จดทะเบียนสมรส กับผู้หญิงสัญชาติไทย ที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565 ในบันทึก ระบุว่าไม่เคยอยู่กินกันมาก่อนและฝ่ายชายไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ใช้ล่ามผู้หญิงเป็นผู้แปลภาษา ต่อมาบุคคลรายดังกล่าวได้เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยชั่วคราว (ทร.13) ในเขตคลองสามวา กทม. และทำ “บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565
จากนั้น นายหมิงเฉิน ซัน ได้ย้ายเข้าทะเบียนไปที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และขอทำบัตรใหม่ในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ต่อมานายหมิงเฉิน ซัน ได้ย้ายออกจากหลังดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 และได้ทำการย้ายเข้าบ้านหลังเดิม ณ เขตคลองสามวา กทม. และขอทำบัตรครั้งที่ 3 กรณีบัตรชำรุด เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2566
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านหลังที่นายหมิงเฉิน ซัน ย้ายเข้า ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 โดยมีลูกของเจ้าบ้านเป็นผู้ดำเนินการให้ ซึ่งวันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ของอำเภอเชียงดาวขอให้รับนายหมิงเฉิน ซัน เข้าบ้าน หลังจากดำเนินการย้ายเข้าบ้านแล้วเสร็จ นายหมิงเฉิน ซัน ได้มอบเงินจำนวน 2,000 บาท ตอบแทนเป็นค่าดำเนินการ
ข้อสังเกตในมูลเหตุจูงใจที่นายหมิงเฉิน ซัน ย้ายเข้าบ้าน ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ น่าเชื่อว่าอาจย้ายเข้ามาเพื่อจะสวมสิทธิชนกลุ่มน้อย ทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ในลักษณะเดียวกันกับที่มีการจับกุมบุคคลสัญชาติจีนไปในปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 อย่างมีนัยสำคัญ
ปลัดอำเภอ ที่ทำรายการบัตรประจำตัวดังกล่าว เคยเชื่อมโยงกับกรณีทุจริตในคดีสวมบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับบุคคลสัญชาติจีน ที่ถูกกลุ่มคนร้ายลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ มีการทำร้ายร่างกาย และตัดนิ้วมือ ซึ่งถูกตำรวจดำเนินคดีไปแล้วในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565
สรุปผลการตรวจสอบในเบื้องต้นเชื่อว่า การย้ายเข้าทะเบียนบ้าน ณ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ของนายหมิงเฉิน ซัน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญาฐานแจ้งข้อความอันเท็จแก่เจ้าพนักงานเข้าสู่ฐานระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2563 ม.50 ประกอบมาตรา 137 และมาตรา 267 แห่งประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้ง มีความผิดตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ขณะที่นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังรับทราบคดีนี้ก็ได้ส่งการให้ทางทีมงานปกครองเร่งตรวจสอบโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ที่อำเภอเชียงดาว ต้องดูว่าเจ้าบ้านเองนั้นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ติดต่อกันกี่คนจะขยายผลไปถึงบุคคลใดเพิ่มอีกและมีการทำลักษณะนี้มานานแค่ไหนและทำมากี่คนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามกรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามาใช้เลขที่บ้านในการทำบัตรสีชมพูแล้ว ต้องดูว่าเจ้าของบ้านมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ หรือถ้าหากไม่มีหรือชี้แจงไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปทั้งเจ้าบ้านทั้งคนนำมานั้นต้องมีการขยายผลต่อไปด้วย ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินตามกฎหมายไปแล้ว 7 ราย เจ้าหน้าที่รัฐก็ได้มีการไล่ออกจากราชการไปแล้ว
นอกจากนี้แล้วทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการสั่งการไปยังทุกอำเภอและลงดาบว่าในเคสกรณีการสวมบัตรทั้งบัตรประชาชนและบัตรคนบนพื้นที่สูง อย่าให้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เด็ดขาด โดยเฉพาะอำเภอที่อยู่ตามแนวชายแดน ให้ทุกอำเภอได้รายงานการขอสัญชาติการลงทะเบียนบัตรในกระบวนการต่างๆ เข้ามาให้ทางจังหวัดรับทราบด้วยเพื่อที่จะทราบว่าอันไหนที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติเราก็จะได้สั่งการชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบทันที
แท็กที่เกี่ยวข้อง สวมบัตรสีชมพู ,สวมบัตรสีชมพู ,หมิงเฉินซัน ,หมิงเฉินซัน