สังคม
รมว.ยุติธรรม แถลงผลตรวจสอบคลังน้ำมัน 4 จังหวัด พบไม่ส่งน้ำมันไปที่ปั๊ม-ค้าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต
5 ชั่วโมงที่แล้ว
48 views
รมว.ยุติธรรม พร้อมตำรวจ DSI แถลงผลปฏิบัติการ 4 พื้นที่เข้าตรวจสอบผู้ประกอบการน้ำมัน ขอนแก่น ระยอง ปทุมธานี และสมุทรสาคร พบทำความผิด รับน้ำมันจากคลังแต่ไม่นำไปส่งที่ปั๊ม - ค้าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคลังน้ำมันร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบ หลังจากที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการคลังน้ำมัน 4 จุด ในพื้นที่บริเวณโดยรอบนอกกรุงเทพมหานคร
โดยการแถลงข่าวในวันนี้นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI, นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน และนายสมชาย รัตนสุภา ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
สำหรับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องผนึกกำลังเข้าตรวจค้น 4 เป้าหมาย ได้แก่
- บริษัทท่อรับส่งลำเลียงน้ำมัน และคลังน้ำมัน ใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
- โรงกลั่นใน จ.สมุทรสาคร
- คลังน้ำมันใน จ.ระยอง
- คลังน้ำมันที่ จ.อุดรธานี ต่อเนื่องมาที่ขอนแก่น
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมิติของการป้องกันและปราบปราม กรณีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ทั้งพื้นที่ขอนแก่น ระยอง ปทุมธานี และสมุทรสาคร โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพ และมีหน่วยงานอื่นสนับสนุน ทั้ง DSI กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งการตรวจสอบทั้ง 4 จุดนี้นั้น จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน แม้จะมีบางรายที่พบการทำความผิดซึ่งหน้า แต่เราต้องให้ความเป็นธรรมด้วยการให้โอกาสส่งเอกสารหลักฐานชี้แจงได้
ขณะเดียวกัน ก็ได้กำหนดแนวการตรวจสอบเพื่อหาผู้ประกอบการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นคลังน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน รถขนส่ง เรือขนส่ง ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมันหรือปั๊ม ว่ามีพิรุธหรือข้อสงสัยในการกระทำความผิดหรือไม่ มี 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่
1) การตรวจสอบว่ามีการประวิงเวลาการขนส่ง ทั้งทางบกและทางเรือ เพื่อรอจังหวะราคาน้ำมันขึ้นและนำมาขายหรือไม่
2) ตรวจสอบการประวิงเวลาจากคลังน้ำมันรายใหญ่หรือรายย่อย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันว่า มีการชะลอเวลาการส่งน้ำมันให้สถานประกอบการหรือไม่
3) ตรวจสอบระบบการขนส่งทั้งทางบกและทางเรือว่ามีการออกนอกเส้นทาง เพื่อกระตุ้นน้ำมันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้อย่างแน่ชัดว่ามีปริมาณน้ำมันที่หายไปทั้งประเทศหรือพบข้อพิรุธจำนวนเท่าไหร่ เพราะเนื่องจากเราต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลแต่ละคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ รวมทั้งต้องประสานข้อมูลจากหลายภาคส่วนองค์กร ดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขได้อย่างแน่ชัด
ส่วนประเด็นทีมชุดสุดซอยของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เตรียมจะเข้ามาร่วมปฏิบัติการตรวจสอบด้วยนั้น ในส่วนนี้ยังไม่มีการประสานเข้ามาแต่อย่างใด แต่เราก็รอให้ทางชุดสุดซอยประสานเข้ามาหลังจากนี้ โดยในส่วนของเรานั้นทำในมิติเรื่องของการป้องกันและปราบปราม แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีชุดสุดซอยมาร่วมปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 4 จุดแล้ว
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการตรวจสอบภาคพื้นทะเล ทางเราได้ประสานข้อมูลร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลหรือ ศรชล. แล้ว โดยได้ทำ Warroom รวบรวมข้อมูลทุกหน่วยงานไว้ที่ DSI ซึ่งในส่วนของ ศรชล. ได้ตรวจพบเที่ยวเรือที่ผิดปกติแล้ว แต่อยู่ในระหว่างการรวบรวมตัวเลขอย่างเป็นทางการและการตรวจสอบปลายทาง
สำหรับกรณีเรือน้ำมัน 99 เที่ยวที่ต้องสงสัยที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อวานนี้นั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า จำนวนดังกล่าวคือจำนวนเที่ยวเรือทั้งหมด เพราะมีเรือบางลำที่วิ่งหลายเที่ยว โดยมีข้อมูลว่า บางส่วนพบความผิดปกติ แต่อยู่ในระหว่างการเร่งการตรวจสอบและสืบสวน จึงขอยังไม่ชี้แจงในตอนนี้ เพื่อป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและผิดพลาด
สำหรับมิติการตรวจสอบที่ครอบคลุมถึงโรงกลั่นน้ำมันนั้น แปลว่าที่ผ่านมายังไม่พบโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ที่เข้าข่ายข้อพิรุธว่าอาจกระทำความผิด แต่เราเจอโรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อมที่เข้าข่าย ซึ่งเราจะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดและละเอียด หากพบว่ามีการทำผิด ก็จะดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป
ในส่วนผลปฏิบัติการการตรวจสอบ 4 เป้าหมายของผู้ประกอบการน้ำมันในวันนี้นั้น พล.ต.อ.สำราญ ได้ระบุว่า เราได้กำหนดสถานการณ์เอาไว้ 3 เหตุการณ์
เหตุการณ์ที่ 1 คือกรณีที่รับน้ำมันมาจากคลัง แต่ไม่ได้นำน้ำมันไปส่งที่ปั๊ม เราได้ตรวจสอบจีพีเอสรถน้ำมันทั่วประเทศกว่า 11,067 คัน พบในกรณีที่เกิดขึ้น 2 เคส เป็นที่อุดรธานีต่อเนื่องขอนแก่น 1 เคส เป็นกรณีที่คลังน้ำมันมีรถน้ำมัน 10 คัน เฉลี่ยบรรทุกคันละ 40,000 ลิตร ซึ่งปั๊มหน้าคลังติดป้ายว่าไม่มีน้ำมัน แต่กลับพบว่ามีรถ 2 คันไปส่งน้ำมันที่ขอนแก่นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยได้ถ่ายน้ำมันลงในรถเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ชัดเจน ขณะนี้ทางตำรวจภูธรภาค 4 อยู่ในระหว่างการสอบสวน
อีกเคสหนึ่งคือกรณีคลังน้ำมันที่ระยอง ซึ่งนายวุฒิทัตกล่าวขยายความว่า เดิมเป็นคลังน้ำมันดังกล่าวเคยจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการตาม ม.10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 แต่ภายหลังได้จดทะเบียนยกเลิกไปตั้งแต่ช่วงปี 2561 ถึง 2562 จึงไม่ถูกตรวจสอบตามกฎหมายอีกต่อไป
แต่ปรากฏว่า จากการตรวจสอบหน้างาน พบว่าคลังน้ำมันแห่งนี้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมให้กับลูกค้า ซึ่งถือว่าเป็นการทำการค้าตามกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไม่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าน้ำมันตาม ม.10 แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน คลังน้ำมันแห่งนี้ได้รับใบอนุญาตคลังน้ำมันเชื้อเพลิง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ซึ่งคลังน้ำมันที่ได้รับใบอนุญาตดังกล่าวได้ ต้องมีสถานที่กักเก็บน้ำมันในปริมาณที่เกินกว่า 500,000 ลิตร
ซึ่งตามองค์ประกอบผู้ประกอบการค้าน้ำมันตาม ม.10 แห่งกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ต้องเป็นผู้ประกอบการที่จำหน่ายน้ำมัน 36 ล้านลิตรต่อปี หรือถ้าจำหน่ายไม่ถึง ก็ต้องมีปริมาณน้ำมันในคลังตั้งแต่ 200,000 ลิตรขึ้นไป
ด้วยเหตุนี้ คลังน้ำมันดังกล่าวต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าน้ำมันตาม ม.10 แห่งกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ในเมื่อคลังน้ำมันนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนและได้ดำเนินการจำหน่ายน้ำมัน จึงมีความผิดฐานค้าน้ำมันโดยที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย มีโทษตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับ 10,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม ทางกรมธุรกิจพลังงานจะต้องตรวจสอบเชิงลึกกับคลังน้ำมันที่จังหวัดระยองอย่างละเอียด เพราะนอกจากกรณีการค้าน้ำมันโดยไม่รับอนุญาตแล้ว ยังพบการรับจ้างขนส่งน้ำมันโดยที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนเป็นผู้ขนส่งน้ำมันตาม ม.12 แห่งกฎหมายการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีโทษตามมาตรา 41 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พล.ต.อ.สำราญ ได้กล่าวต่อไปถึงเหตุการณ์ที่ 2 ว่า เราได้ตรวจสอบปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าในคลังน้ำมันทั้ง 92 คลังทั่วประเทศ โดยเป้าหมายก็คือ จะดูว่าในช่วงที่น้ำมันขาดแคลน คลังน้ำมันใดไม่ได้จ่ายน้ำมันเข้าระบบบ้าง เพราะเราต้องดูว่า ปริมาณการจ่ายน้ำมันเข้าระบบออกจากคลังและปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า สอดคล้องกันหรือไม่
ซึ่งเราตรวจสอบพบข้อพิรุธคลังน้ำมันที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจากการตรวจปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า ถ้าอยู่ในช่วงปกติก็จะใช้กระแสไฟฟ้าประมาณ 500 กิโลวัตต์ แต่ในช่วง 9-10 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจ่ายในปริมาณน้ำมันสูง ได้ใช้กระแสไฟฟ้าประมาณ 1,300 กิโลวัตต์ แต่ช่วงที่เราดูเป็นพิเศษคือ ช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม มีปริมาณน้ำมันคงคลัง 20 ล้านลิตร แต่ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าน้อยมาก มาถึงวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง กลับพบการจ่ายกระแสไฟฟ้าสูงถึง 1,600 กิโลวัตต์
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ก่อนที่จะมีการปรับราคาน้ำมัน อัตราการใช้กระแสไฟฟ้าของคลังน้ำมันน้อยลง แต่พอหลังปรับราคาน้ำมัน อัตราการใช้กระแสไฟฟ้าของคลังน้ำมันสูงขึ้น แต่เคสนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานอย่างละเอียด ก่อนจะให้ทาง DSI ดำเนินการสอบสวนต่อไป
สำหรับเหตุการณ์สุดท้าย คือเหตุการณ์ที่เราจะดูว่า ในห้วงวันที่ 15-17 มีนาคม มีปั๊มน้ำมันไหนที่ปิดให้บริการ ด้วยเหตุผลที่ว่าปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ ซึ่งเราให้ทางตำรวจท้องที่ไปตรวจสอบว่า ปั๊มน้ำมันเหล่านี้รับน้ำมันมาจากบริษัทใด รถอะไร เพื่อที่จะได้ตรวจสอบต่อว่า รถน้ำมันเหล่านั้นยังวิ่งอยู่หรือไม่ หรือมีการวิ่งส่งน้ำมันออกนอกเส้นทาง โดยกรณีดังกล่าวเราพบที่จังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันยังวิ่งรถอยู่ แต่กลับไม่ได้ส่งน้ำมันให้กับปั๊ม
นายวุฒิทัตอธิบายกรณีนี้ว่า บริษัทคลังน้ำมันนี้เป็นผู้ประกอบการตาม ม.10 และเป็นโรงกลั่นขนาดเล็ก ผลิตแนฟทาและน้ำมันดีเซล มุ่งเน้นผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ คือประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่เรายังอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน โดยคลังน้ำมันนี้เราพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า กล่าวคือ
1) ได้เปิดปั๊มน้ำมันภายในคลัง 1 หัวจ่าย เชื่อมกับถังน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณ 40,000 ลิตร แต่ไม่ได้ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ที่ไม่ได้มีการแจ้งการเปิดสถานบริการน้ำมัน และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่ไม่ได้มีการแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในใบอนุญาตตาม ม.10 ที่จำหน่ายสถานีบริการน้ำมันด้วยตัวเอง
ดังนั้น จึงมีความผิดฐานประกอบสถานบริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 65 พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 14 ประกอบมาตรา 40 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท
2) พบว่ามีแทงค์น้ำมัน 1 แทงค์ที่ระบุในใบอนุญาตด้านความปลอดภัยกับกรมธุรกิจพลังงานว่า เป็นแทงค์ที่เก็บน้ำมันดิบ แต่กลับลักลอบเก็บน้ำมันดีเซล โดยไม่ได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับทางกรมธุรกิจพลังงาน จึงมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 มีความผิดตามมาตรา 66 ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3) สุดท้ายเป็นการเก็บตัวอย่างน้ำมันดีเซลพื้นฐานและน้ำมัน B7 ในคลังน้ำมันแห่งนี้ เพื่อไปตรวจสอบคุณภาพของน้ำมัน คาดว่าจะใช้เวลาการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการประมาณ 3-4 วัน หากพบลักษณะของการปนเปื้อนหรือเจือปนสารเคมีอื่น ๆ ก็จะเข้าข่ายความผิดเพิ่มเติมต่อไป
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ทั้ง 3 กรณีที่มีการตรวจสอบพบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานั้น เบื้องต้นอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในส่วนของการห้ามทำธุรกิจจนทำให้ราคาต่ำหรือสูงเกินสมควร ซึ่งเราจะต้องดูว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันต่ำ ได้ปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดในปริมาณเท่าใด หรือถ้าปล่อยในปริมาณที่น้อย แสดงว่ารอจังหวะช่วงน้ำมันราคาสูงแล้วถึงปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดใช่หรือไม่
โดยเบื้องต้น ในวันพรุ่งนี้จะมีการขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อรวบรวมการกระทำที่เข้าข่ายความผิดในทุกมิติตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคลังน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน รถขนส่งน้ำมัน เรือขนส่งน้ำมัน ไปจนถึงสถานบริการน้ำมันหรือปั๊ม เพื่อรวบรวมว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยจะต้องพิจารณาว่าจะครอบคลุมในแต่ละคดีมากน้อยเพียงใด แต่เป้าหมายสำคัญก็คือ ต้องดำเนินคดีที่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤต
ส่วนจะเข้าข่ายความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจรหรือฟอกเงินหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่พบ แต่หากมีการตรวจสอบพบในภายหลัง ก็สามารถขอการอนุมัติเพื่อดำเนินการสอบสวนในความผิดที่มีความเกี่ยวเนื่องกันได้
แท็กที่เกี่ยวข้อง รมว.ยุติธรรม ,คลังน้ำมัน