สังคม

ตำรวจสนธิกำลังดีเอสไอ ตรวจคลังน้ำมัน 3 แห่ง พบความผิดปกติ ส่อเจตนากักตุนน้ำมันเก็งกำไร

5 ชั่วโมงที่แล้ว

117 views

มีรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูง ช่วงเช้าวันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน 3 จุด ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย โรงกลั่นขนาดย่อยในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 1 จุด, บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 1 จุด และบริษัทคลังน้ำมันขนาดย่อยแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง 1 จุด ซึ่งเป็นการเข้าไปตรวจสอบโดยใช้อำนาจของเจ้าพนักงานกรมธุรกิจพลังงาน แต่มีหน่วยงานบูรณาการหลัก คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสมทบด้วยเจ้าหน้าที่สรรพสามิต เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เข้าร่วม

แหล่งข่าวระดับสูง รายงานว่า สำหรับการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายทั้ง 3 จุดในวันนี้ เนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เฝ้าติดตามสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน อีกทั้งใน 3 จุดนี้ พบความผิดปกติในเรื่องของข้อมูลการเข้า-ออกของรถบรรทุกน้ำมัน บางจุดแม้ไม่ได้รับอนุญาตกลับมีรถบรรทุกน้ำมันขับเข้า-ออก หรือบางจุดมีปริมาณการใช้ หรือการรับการจ่ายน้ำมันที่ผิดปกติ ซึ่งวาระสำคัญมันคือการใช้ไฟ เพราะแต่ละโรงกลั่นและบริษัทคลังน้ำมัน เวลาที่มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับน้ำมัน จะมีอัตราการคำนวณเรื่องการใช้ไฟในระดับหนึ่ง ซี่งมันมีความผิดปกติ

ทั้งนี้ พื้นที่เป้าหมาย 3 จุดในวันนี้ ยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับกรณีที่น้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี 57,000,000 ลิตร และยังไม่พบความเกี่ยวข้องกับบริษัทคลังน้ำมันทั้ง 6 จุด ใน จ.สุราษฎร์ธานี แต่อย่างใด

แหล่งข่าวระดับสูง รายงานอีกว่า ในการเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดวันนี้ ทางผู้แทนของบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน และบริษัทคลังน้ำมัน จะต้องนำส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงกับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้งหมด เนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานมีอำนาจในการเรียกขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอกสารบัญชีรับ-จ่าย บัญชีการซื้อขายน้ำมัน ปริมาณน้ำมันคงคลัง (สต็อกคงเหลือ) รายการและปริมาณส่งขายน้ำมัน รายชื่อลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของบริษัท รายชื่อของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 (จ็อบเบอร์) รายชื่อของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 (ผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน) รายชื่อผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 ใบกำกับการขนส่ง การเสียภาษีสรรพสามิต เป็นต้น

ซึ่งพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดเหล่านี้ จะได้นำมาตรวจสอบเปรียบเทียบ และจะได้นำไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องของสต็อกสินค้าน้ำมัน หรือปริมาณคงคลังว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง ในห้วงไทม์ไลน์ของวิกฤตน้ำมัน และช่วงที่มีการปรับลดอัตราชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะก่อนหน้านั้นมันมีการชะลอตัว แต่พอราคาขึ้นมันกลับมีการดีดตัวขึ้นมา ก็อาจส่อเจตนารมณ์ในลักษณะกักตุนเพื่อเก็งกำไร หรือเป็นการประวิงเวลาเพื่อรอจำหน่าย หรือเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขเกี่ยวกับการควบคุม เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีปริมาณน้ำมันที่ผิดปกติหรือไม่ โดยจะต้องไปดูให้ชัดเจนด้วยว่าบริษัทมีหน้าที่และอำนาจในการจัดเก็บน้ำมันผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

นอกจากนี้ในจุดโรงกลั่นขนาดย่อยในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 1 จุดดังกล่าว อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง

แหล่งข่าวระดับสูง รายงานต่อว่า สำหรับพื้นที่เป้าหมายที่เป็นบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 1 จุดดังกล่าว พบข้อมูลว่ามีจำนวนถังน้ำมัน 24 ถัง แต่ปริมาตรน้ำมันภายในยังไม่ทราบข้อมูล เพราะในอัตราหนึ่งถัง ก็บรรจุปริมาตรน้ำมันไม่น้อยกว่า 1 ล้านลิตร

อย่างไรก็ดี ข้อมูลระบุว่าเป็นถังในแนวท่อ ซึ่งอาจมีการสกัดดึงน้ำมันจากท่อลงไปเก็บในถัง แล้วค่อยผ่อนจ่ายน้ำมันในเวลาที่เหมาะสมก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายทั้ง 3 จุด ทางกระทรวงยุติธรรม นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะมีการตั้งโต๊ะแถลงรายละเอียดการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบคดีการกักตุนน้ำมันต่อไป ในช่วงเวลา 15.00 น. วันนี้ ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ขณะที่ทีมข่าวติดตามชุดปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เข้ามาตรวจสอบหนึ่งในบริษัทท่อส่งน้ำมันแห่งหนึ่ง ใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ด้วย โดยทางพนังงานของบริษัทดังกล่าว อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้ามาในพื้นที่ได้ แต่ให้รออยู่บริเวณหน้าจุดผ่านเข้าออกด้านหน้าอาคารเท่านั้น โดยให้เพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อมูลภายในบริษัท ซึ่งมีตัวแทนบริษัทชี้แจงข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ทั้งเรื่องของการจ่าย ส่ง น้ำมัน และเรื่องที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเสร็จสิ้นและจะให้ข้อมูลอีกครั้ง

จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของระบบท่อการส่งลำเลียงน้ำมัน ที่มีลูกค้าเป็นบริษัทน้ำมัน โดยจะรับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ จ.ระยอง และ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ผ่านมาตามท่อ

เมื่อมาถึงที่บริษัทแห่งนี้ จะมี 2 ส่วน คือ เก็บไว้ในคลังน้ำมัน เพื่อรอให้ลูกค้านำรถบรรทุกน้ำมันมารับน้ำมัน ไปส่งตามสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ ทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ส่วนอีกส่วนจะส่งน้ำมัน ไปตามท่อ ซึ่งมีปลายทาง 3 จุด ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบิน และจุดสุดท้ายคือ ส่งตามท่อไปยังคลังน้ำมันที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ที่เป็นน้ำมันรถยนต์ ซึ่งจุดนี้จะมีลูกค้านำบรรทุกน้ำมัน มารับเหมือนที่นี่ เพื่อนำไปส่งตามสถานีบริการในพื้นที่ทางภาคอีสาน

ซึ่งการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในวันนี้ เพื่อมาพิสูจน์ทราบว่าปริมาณน้ำมัน และเส้นทางน้ำมันที่ลำเลียงผ่านบริษัทแห่ง ถูกส่งไปที่ไหน และปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 เพื่อทำการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

จากการตรวจสอบพบว่า ลูกค้าที่ว่าจ้างให้บริษัทแห่งนี้ลำเลียงน้ำมัน มี 4 บริษัทยักษ์ใหญ่อยู่ด้วย คือ คาลเท็กซ์ , ซัสโก้ , เชลล์ และพีที

แท็กที่เกี่ยวข้อง  ตรวจคลังน้ำมัน ,วิกฤตพลังงาน

คุณอาจสนใจ

Related News