สังคม
ดรามาร้อน “ถนนต้นตาล” ทางหลวงแจงขยายถนนเพื่อความปลอดภัย ย้ำย้าย-ปลูกทดแทนตามหลักวิชาการ
30 มี.ค. 2569
165 views
ดรามาร้อน “ถนนต้นตาล” ลูกสาว “ดาบวิชัย” ผู้ริเริ่มปลูกต้นตาล เผยเสียดาย เพราะใช้เวลานานกว่าต้นจะโตเต็มที่ ชี้รัฐพัฒนาแต่อย่าทิ้งรากเหง้า ขณะทางหลวงแจง ขยายถนน เพื่อความปลอดภัย ย้ำย้าย-ปลูกทดแทนตามหลักวิชาการ
ประเด็นร้อนในพื้นที่อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ยังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีการตัดต้นตาลริมถนนสายตำบลตูม-อำเภอปรางค์กู่ (ทางหลวงชนบทหมายเลข ทช.3013) เพื่อดำเนินโครงการขยายถนนของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ต้นตาล” อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชุมชน จนเกิดเสียงคัดค้านจากประชาชน ให้ทบทวนแนวทางดำเนินงานอย่างรอบด้านซึ่งต้นตาลที่เรียงรายอยู่สองข้างทางสายนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพืชพรรณธรรมดา หากแต่เป็น “มรดกมีชีวิต” ของชุมชน โดยมีจุดเริ่มต้นจาก “ดาบวิชัย” ร้อยตำรวจตรี วิชัย สุริยุทธ ผู้ริเริ่มปลูกต้นตาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในช่วงที่พื้นที่เผชิญภัยแล้งอย่างหนัก ด้วยแนวคิดฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มความชุ่มชื้น และสร้างแหล่งอาหารให้คนในท้องถิ่น พอกาลเวลาผ่านไป ต้นตาลเหล่านี้เติบโตจนกลายเป็นภาพจำของเส้นทางสำคัญที่เชื่อมระหว่างอำเภอปรางค์กู่และอำเภออุทุมพรพิสัย ชาวบ้านร่วมกันขนานนามว่า “ถนนต้นตาล” สะท้อนทั้งเอกลักษณ์ภูมิทัศน์ และความผูกพันทางจิตใจของผู้คนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
นางกฤษฎาวัลย์ สุริยุทธ อายุ 58 ปี ลูกสาวของดาบวิชัย ได้ออกมาเปิดใจว่า การโค่นต้นตาลและพยายามย้ายไปปลูกใหม่ อาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากต้นตาลมีระบบรากลึกและใช้เวลานานในการเติบโต การขุดย้ายโดยไม่เหมาะสมอาจทำให้รากเสียหาย ส่งผลให้ต้นไม้เหี่ยวเฉาและมีโอกาสรอดต่ำโดยส่วนตัวคิดว่าต้นตาลที่ถูกย้ายไปปลูกใหม่ น่าจะรอดยาก แต่ถ้ามีบางต้นที่ฟื้นตัวได้ ก็ถือว่ายังมีความหวัง
เธอไม่ได้คัดค้านโครงการพัฒนา เพราะเข้าใจดีว่าการขยายถนนมีความจำเป็น ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่สิ่งที่อยากสะท้อนคือ การพัฒนาควรเดินควบคู่กับการรักษาคุณค่าของธรรมชาติ เพราะถนนที่ดีคือสิ่งจำเป็น แต่ต้นไม้ที่อยู่คู่ชุมชนก็มีคุณค่าไม่แพ้กัน จึงอยากให้ทั้งสองอย่างอยู่ร่วมกันได้ แต่หากต้นไม้บางต้นจำเป็นต้องตัดเพราะอยู่ใกล้แนวถนนหรือเสี่ยงอันตราย ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ควรมีแผนปลูกทดแทนอย่างเป็นระบบ ใช้วิธีการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้ต้นตาลรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาทดแทนได้อย่างยั่งยืน
นางกฤษฎาวัลย์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกเสียดายที่สุด คือเวลา เพราะต้นตาลไม่ใช่พืชโตเร็ว ต้องใช้เวลานานนับสิบปี บางต้นอาจถึง 30 ปี กว่าจะเติบโตเต็มที่ กลายเป็นทั้งร่มเงาและแหล่งรายได้ของชุมชนต้นตาลยังถือเป็นพืชเศรษฐกิจพื้นบ้านที่มีคุณค่ารอบด้าน “ลูกตาลอ่อน” ใช้บริโภคและจำหน่าย “ลูกตาลสุก” นำไปทำขนมพื้นบ้านอย่างขนมตาลที่เป็นที่นิยมในตลาด ขณะที่ “ก้านตาล” ใช้ย้อมผ้าเพิ่มมูลค่าในงานหัตถกรรม และ “ก้านตาลแห้ง” ยังสามารถเผาเป็นถ่านใช้บำรุงดินได้อีกด้วย เรียกได้ว่าหนึ่งต้นสร้างประโยชน์ได้ตั้งแต่ยอดจรดราก และต้นตาลคือชีวิตของคนในชุมชน เป็นทั้งอาหาร รายได้ และความผูกพันที่สั่งสมมานาน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการหารือเพื่อทำประชาวิจารย์ แสดงความคิดเห็นระหว่างภาครัฐ และภาคประชาชน ในพื้นที่ เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคปัจจุบัน แต่การพัฒนาที่ดีควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่าง “ความเจริญ” และ “ความยั่งยืน” ไปพร้อมกัน
ด้านนายไพวรรณ์ เขียวอ่อน วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ รักษาการผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษ ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นการขยายถนนสาย ศก.3013 ช่วงแยกทางหลวง 226 – บ้านพิมาย อำเภอห้วยทับทัน ถึงอำเภอปรางค์กู่ จากเดิมขนาด 6/8 เมตร เป็น 7/12 เมตร ในช่วงกิโลเมตรที่ 21+200 ถึง 23+250 ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร ก่อนดำเนินการได้มีการหารือร่วมกับจังหวัดและผู้นำชุมชน เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ โดยได้ข้อสรุปแนวทางเบื้องต้น ได้แก่ คัดเลือกต้นตาลที่โค่นแล้วแต่ยังสมบูรณ์ไปปลูกใหม่ในจุดที่ปลอดภัย ต้นที่ยังไม่โค่นจะใช้วิธีล้อมย้ายตามหลักวิชาการ หลังโครงการแล้วเสร็จ จะมีแผนปลูกต้นตาลร่วมกับชุมชน ส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวอนุรักษ์ต้นตาลในสายทางอื่นของจังหวัดต่อไป
แท็กที่เกี่ยวข้อง ขยายถนน ,ศรีสะเกษ ,ถนนต้นตาล