สังคม

ชาย 72 ถูกแก๊งคอลฯ หลอกโอนเงิน 3 ล้าน ตำรวจไซเบอร์ช่วยได้เงินคืน 2 ล้าน

10 มี.ค. 2569

255 views

ชาย 72 ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินเก็บทั้งชีวิต 3 ล้าน ตำรวจไซเบอร์ช่วยอายัดคืนได้ 2 ล้าน เผยไม่เคยมีโมบายแบงก์กิ้ง ไม่เคยเล่นไลน์ สุดท้ายยังตกเป็นเหยื่อ พบมิจฉาชีพไม่ใช้บัญชีม้ารับเงิน แต่หลอกโอนเงินเข้าบัญชีเหยื่ออีกรายเพื่อปกปิดเส้นเงิน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 มี.ค. 2569 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 (บก.สอท.4) จังหวัดเชียงใหม่ ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผู้บังคับการ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 และสุบรรณ โชคพิมพา ผู้กำกับการ 1 บก.สอท.4 ร่วมกันแถลงข่าวและมอบเงินคืนจำนวน 2,000,000 บาท ให้กับผู้เสียหาย ภายใต้โครงการ “Money Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นกับชายวัย 72 ปี ชาวอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์หลอกลวง อ้างตัวเป็นพนักงานธนาคาร ก่อนจะมีบุคคลอีกคนแอบอ้างเป็นตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ข่มขู่ว่าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และส่งหมายศาลปลอมผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปยังบัญชีปลายทางชื่อ “นายคำพันธ์” เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 จำนวน 2,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ยังถูกหลอกให้ถอนเงินสดไปฝากเข้าบัญชีอื่นอีก 1,000,000 บาท รวมความเสียหายทั้งหมด 3,000,000 บาท

ภายหลังเมื่อทราบว่าถูกหลอก ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นเจ้าหน้าที่ บก.สอท.4 ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและประสานธนาคารเพื่ออายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง

จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของบัญชีปลายทาง “นายคำพันธ์” เองก็เป็นผู้เสียหายเช่นกัน โดยเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกในลักษณะเดียวกัน อ้างตัวเป็นพนักงานธนาคารและตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ข่มขู่ว่าบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ จนสูญเงินไปกว่า 2,273,000 บาท

ต่อมามิจฉาชีพยังสั่งให้นายคำพันธ์โอนเงินที่มีคนโอนเข้าบัญชีต่อไปยังบัญชีอื่น แต่ธนาคารตรวจพบความผิดปกติและได้ประสานเจ้าหน้าที่ทัน ทำให้สามารถอายัดเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่ผู้เสียหายรายแรกโอนไปได้ทันเวลา

ชัชปัณฑกานต์ กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นลักษณะ “หลอกซ้อนหลอก” โดยผู้เสียหายเป็นเกษตรกรสูงอายุ ไม่ใช้โซเชียลมีเดีย และไม่มีแอปพลิเคชันไลน์มาก่อน แต่ถูกมิจฉาชีพใช้เครื่องมือซิมบล็อกโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่จนเกิดความหวาดกลัว ทำให้ยอมทำตามคำสั่ง

เจ้าหน้าที่จึงอยากฝากเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุว่า หากมีการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วสั่งให้โอนเงิน ห้ามหลงเชื่อเด็ดขาด และไม่ควรเก็บเรื่องไว้คนเดียว ควรรีบปรึกษาครอบครัวหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ด้านผู้เสียหายเปิดเผยว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ตนทำงานเก็บมาตั้งแต่อายุ 20 กว่าปี กระทั่งเกษียณมาเป็นเกษตรกร เมื่อถูกหลอกจึงรู้สึกเสียใจอย่างมาก แต่รู้สึกขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ที่ช่วยติดตามเงินคืนมาได้ และอยากฝากเตือนผู้สูงอายุให้ถือกรณีของตนเป็นอุทาหรณ์ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพอีก



คุณอาจสนใจ

Related News