สังคม
เรือประมงผวา! สงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง หวั่น “น้ำมันเขียว” ขาด
4 ชั่วโมงที่แล้ว
6 views
ประมงผวาสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันพุ่ง หวั่น “น้ำมันเขียว” ขาด หากยืดเยื้อ 1-2 เดือน เรือจอดเพิ่มแน่
สถานการณ์ความตึงเครียดจากกรณีที่ สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน กำลังกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ ตลาดพลังงานโลก เนื่องจากอิหร่านเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก อีกทั้งสถานการณ์การโจมตีครั้งนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะยุติในเร็ววัน ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลสะเทือนต่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดชุมพรว่า นายณุกร ธารีรัตนาวิบูลย์ นายกสมาคมประมงอวนล้อมจับ (ประเทศไทย) และนายกสมาคมประมงเรืออวนซั้งและเรือร่วมปากน้ำชุมพร ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจพุ่งสูงถึง 120 เหรียญ ซึ่งจะสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อภาคประมง
นายณุกร กล่าวว่า ภาคประมงเคยเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วในอดีต จนทำให้เรือประมงจำนวนมากต้องจอดหยุดทำการ เพราะต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นอย่างมาก อีกทั้งในช่วงเดียวกันยังมีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ทำให้เรือประมงกว่าหมื่นลำต้องเผชิญวิกฤตอย่างหนักในขณะนั้น
ปัจจุบัน ระบบน้ำมันเขียวที่ใช้สนับสนุนภาคประมงมีเรืออยู่ในระบบประมาณ 6,000 กว่าลำ แม้ยังออกเรือไม่ครบทั้งหมด แต่ทรัพยากรทางทะเลกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น มีแต่ทรงตัวหรือทรุดลง ขณะที่ราคาปลาก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง แม้จะคิดในแง่บวกว่าปลาน้อยราคาจะสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีปลานำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด
นายณุกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2566 เคยเกิดเหตุการณ์ที่ทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านจับปลาได้จำนวนมาก ทำให้มีปลานำเข้ามาขายในไทยจำนวนมากจนราคาตกต่ำ ซึ่งภาคประมงไทยต้องร่วมมือกับกรมประมง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายังไม่มั่นคงและยั่งยืน เนื่องจากการนำเข้าสินค้าประมงมีการเก็บภาษีในอัตราต่ำมาก ทำให้ขาดกลไกในการควบคุมสินค้า โดยกรมประมงชี้แจงว่าสินค้าประมงถูกจัดอยู่ในหมวด สินค้าอุตสาหกรรม ไม่ใช่สินค้าเกษตร จึงไม่สามารถออกกฎหมายควบคุมได้เช่นเดียวกับบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ที่สามารถควบคุมผลผลิตทางการเกษตรของตนเองได้ เรื่องนี้จึงยังต้องหารือร่วมกันต่อไปกับกรมประมงและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สำหรับเรือในเครือของสมาคมฯ มีจำนวน 260 ลำ แต่คาดว่ามีเรือที่ออกทำประมงจริงประมาณ 200 กว่าลำ ส่วนที่เหลือต้องจอดเนื่องจากปัญหาด้านเงินทุน และประสบภาวะขาดทุน เพราะรายได้จากการออกเรือไม่สมดุลกับค่าใช้จ่าย โดยปัจจัยหลักยังคงเป็นเรื่องทรัพยากรสัตว์น้ำที่ลดลง รวมทั้งราคาปลาที่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนได้
อีกปัญหาสำคัญคือ แรงงานประมง โดยแรงงานในพื้นที่ชุมพรส่วนใหญ่เป็นแรงงานชาวเมียนมา ขณะที่บางจังหวัดใช้แรงงานกัมพูชา ซึ่งประสบปัญหาเมื่อแรงงานเดินทางกลับประเทศ และไม่สามารถกลับมาทำงานได้ในช่วง ฤดูปิดอ่าว 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม
นายกสมาคมฯ ระบุว่า ปัจจุบันเรือประมงต้องปรับตัวหลายแนวทาง เช่น บางส่วนย้ายไปทำประมงฝั่ง ทะเลอันดามัน แม้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและเตรียมเรือ แต่ยังพอมีความหวังเรื่องทรัพยากรปลา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งออกไปทำประมง นอกเขต 115 ไมล์ทะเล ซึ่งหากวัดจากชายฝั่งชุมพรจะอยู่ห่างออกไปประมาณ 60 กว่าไมล์ทะเล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8–9 ชั่วโมง ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นตามระยะทาง
นอกจากนี้ เรือบางส่วนยังย้ายไปขึ้นฝั่งในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อำเภอขนอม รวมทั้งพื้นที่ บางสะพาน อ่าวน้อย ปราณบุรี ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนไปถึง จังหวัดระยอง ทำให้เรือกระจายตัวไปหลายพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรือจำนวนมากต้องจอด ก็จำเป็นต้องพาลูกเรือกลับบ้านที่ชุมพร ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทั้งการนำเรือกลับจากพื้นที่ไกลต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก โดยปัจจุบันราคาน้ำมันเขียวอยู่ที่ประมาณ 19.30 บาทต่อลิตร แม้สมาชิกยังพอรับมือได้เพราะมีการคำนวณต้นทุนไว้ล่วงหน้า แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ คาดว่าใน อีก 1–2 เดือนข้างหน้า จะมีเรือประมงต้องจอดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ พบว่าบางปั๊มเริ่มมีน้ำมันไม่เพียงพอจำหน่าย สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน แม้ว่าภาครัฐจะยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง เรือประมง ,สงครามตะวันออกกลาง ,ชุมพร