สังคม
“บิ๊กโจ๊ก” ดิ้นเฮือกสุดท้าย! ส่งทนาย เตือน “ประธานรัฐสภา” หลักฐานตำรวจมิชอบด้วยกฎหมาย
3 ชั่วโมงที่แล้ว
50 views
“บิ๊กโจ๊ก” ดิ้นเฮือกสุดท้าย! ส่งทนาย เตือน “ประธานรัฐสภา” หลักฐานตำรวจมิชอบด้วยกฎหมาย ชี้หากผลไม้จากต้นไม้มีพิษ ผลไม้ย่อมมีพิษ ย้ำตำรวจทำคดีไม่ได้ตั้งแต่ต้น ไล่ไปดูกฎหมายตั้งแต่ รธน. ยัน พ.ร.ป. เชื่อใช้โมเดลเดิมๆ เพื่อที่จะขอออกหมายจับง่าย
วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบอำนาจมาจากบิ๊กโจ๊กเพื่อมายื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ในประเด็นที่สืบเนื่องจากคำแถลงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า คดีนี้ ตำรวจไม่มีอำนาจพิจารณาสำนวนคดีทองคำและ ป.ป.ช.ไม่สามารถส่งกลับคืนไปให้ตำรวจ ซึ่งเมื่อจำนวนถูกส่งกลับคืนตามกระบวนการทางกฎหมาย ตำรวจไม่สามารถทำการสืบสวนสอบสวน และไม่สามารถดำเนินการแยกสำนวนได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเป็นตัวการรวมถึงผู้สนับสนุนให้สินบนต่างๆ กระบวนการตรวจสอบจะต้องเริ่มต้นที่ประธานรัฐสภา ดังนั้น ตำรวจไม่มีอำนาจดำเนินการด้านคดี จึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่ตำรวจรับสำนวนคืนจาก ป.ป.ช. และทำการสืบสวนอาจเป็นการกลั่นแกล้งบิ๊กโจ๊กให้รับโทษในคดีอาญาหรือไม่
นายสัญญาภัชระ กล่าวต่อว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า การกล่าวหาและดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก แต่ความจริงแล้วเคยเกิดขึ้นแล้วหลายคดี จะเห็นได้จากตามบันทึกข้อความของกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, บันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนเคยมีบุคคลที่อ้างว่าได้รับความเสียหายโดยตรงไปยื่นฟ้องต่อศาล และศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาหลายคดีแล้ว หากพิจารณาบันทึกข้อความกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการดำเนินคดี ป.ป.ช. จะพบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคนั้น พิจารณากฎหมาย 3 ฉบับ และวินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหา ทำได้เพียงรับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน และต้องแจ้งให้ผู้กล่าวหาไปดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหา พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงรับฟังไม่ได้ ประกอบกับพนักงานสอบสวนบางรายก็เป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง กระบวนการสอบสวนทั้งหมดของพนักงานสอบสวนทั้งหมดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560
นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจส่งสำนวนไปให้กับกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย เพราะคดีไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น แล้วกรณีที่พนักงานสอบสวนจะส่งสำนวนและพยานหลักฐานให้ประธานรัฐสภา หรือประธานวุฒิสภาซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็ต้องพิจารณาส่วนการสอบสวนและพยานหลักฐานดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ส่งมอบอำนาจจำนวนและพยานหลักฐานเป็นผู้ขัดแย้งกับผู้ถูกกล่าวหาทางรายชื่อหรือไม่ มีเหตุกกลั่นแกล้งหรือไม่ ประธานรัฐสภาต้องตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้อย่างรอบคอบก่อนส่งไปยังประธานศาลฎีกา
“เหมือนภาษิตกฎหมายที่ว่า หากผลไม้จากต้นไม้มีพิษ ผลไม้ย่อมมีพิษ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว ต้องการป้องกันการกลั่นแกล้งกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น ประธานรัฐสภาจะต้องใช้ความละเอียดรอบคอบอย่างมาก ไม่อย่างนั้น ประธานรัฐสภาอาจฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง” นายสัญญาภัชระกล่าว
ส่วนกรณีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพนักงานสอบสวน ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกิดขึ้นใหม่นั้น นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า คำกล่าวหานั้นอาจคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างยิ่ง พร้อมย้อนถามว่า ท่านทราบว่ากฎหมายกำหนดไว้อย่างไร ใครมีอำนาจสอบสวนหรือไต่สวน และการดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก วันนี้ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ มอบหมายให้ ตนในฐานะทนายความ มีหนังสือถึงประธานรัฐสภาคัดค้านการรับสำนวนและพยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนที่เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ประธานรัฐสภาใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และรายละเอียดอื่นๆ ให้ครบถ้วนรอบด้านก่อน ก่อนจะส่งให้ประธานศาลฎีกา
เมื่อถามถึงความคาดหวังว่าการส่งสำนวนของตำรวจมาที่รัฐสภาในอนาคตตำรวจจะดำเนินคดีกับ พ.ต.อ. ภาคภูมิ ด้วยหรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พยายามสะท้อนไปถึงตำรวจอยู่หลายครั้งว่า พ.ต.อ. ภาคภูมิ ปรากฏภาพอยู่ในคลิปวิดีโอที่มีการนำทองไปส่งมอบ เพราะฉะนั้นก็ถือเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ไม่ต่างอะไรกับผู้ต้องหา แต่ตำรวจก็ยังไม่ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ. ภาคภูมิ
ส่วนก่อนหน้านี้ที่มีกระแสข่าวว่าบิ๊กโจ๊กหลบหนี นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เป็นการใช้โมเดลเดิมๆ เพื่อที่จะได้ง่ายในการฃออกหมายจับได้
ขณะที่ช่วงหลังการแถลงข่าวทนายความต่อสายพูดคุยโทรศัพท์กับบิ๊กโจ๊ก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพียงสั้นสั้น ด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “ตอนนี้สบายดีไม่ได้มีความกังวลใดๆ หากมีข้อสงสัยเรื่องคดีสามารถสอบถามกับทนายความได้เลย”
แท็กที่เกี่ยวข้อง บิ๊กโจ๊ก ,ประธานรัฐสภา