หลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ,พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผู้บังคับการปราบปราม
ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล ได้เปิดเผยหลังการประชุมกรรมการกลั่นกรองการรับคดี ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ภายหลังจากที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางส่งเรื่องกรณี “ดิไอคอนกรุ๊ป” ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ ระบุว่า การประชุมวันนี้เรียบร้อยดี โดยจากการรับฟังข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานซึ่งมีการเชิญพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บังคับการปราบปราม และพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องในคดี มาให้ข้อเท็จจริงกับพยานหลักฐานเป็นประโยชน์ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ของดีเอสไอพิจารณา ชัดเจนว่าเป็นความผิดที่เข้าข่าย พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งอยู่ในบัญชีท้ายของ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการกลั่นกรองจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ โดยจะรีบเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ ในช่วงบ่ายวันนี้
โดยพยานหลักฐานที่นำมาสู่มติเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ว่าคดีเข้าข่ายคดีพิเศษ คือข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ตำรวจสอบสวนกลางนำมาให้ ทั้งแผนประทุษกรรม, แผนการตลาดจากคอมพิวเตอร์, งบการเงิน, รวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆ ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นความผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
โดยสำนวนที่รับมาจากตำรวจที่จะเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาบ่ายนี้ จะแยกเป็นอีกคดี ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีฟอกเงินที่ดีเอสไอรับดำเนินการก่อนหน้านี้ เพราะถือว่าเป็นเหตุการณ์ต่างกรรมกัน พร้อมยืนยันว่าจะไม่ใช่การนับหนึ่งใหม่แต่นับก้าวไปเลย เป็นการทำงานร่วมกันกับตำรวจสอบสวนกลางในลักษณะการบูรณาการ ซึ่งหลังจากรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ตำรวจก็ยังสามารถมาสอบปากคำร่วมได้ การรับเป็นคดีพิเศษจะไม่ใช่การตัดอำนาจของตำรวจแต่เป็นการทำงานคู่ขนานกันอย่างที่ทำมาตลอด
ร.ต.อ.วิษณุ ยังชื่นชมการทำงานของกองบัญชาการตรวจสอบสวนกลาง ที่ใช้เวลาจำกัดรวบรวมพยานหลักฐานมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งมีการส่งเรื่องมาให้ดีเอสไอเป็นเจ้าภาพ ซึ่งขณะนี้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางก็ยังมีการส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาให้กับดีเอสไออยู่ตลอดเวลา
ส่วนจะต้องมีการสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมด้วยหรือไม่ เดี๋ยวจะมีการประชุมและพิจารณากัน ว่าส่วนไหนที่กองบัญชาการสอบสวนกลางยังอยากทำ และตอนนี้ก็ยังช่วยกันทำ ซึ่งส่วนตัวก็ยังชื่นชมเรื่องของการออกหมายจับที่ตำรวจสอบสวนกลางทำได้รวดเร็ว เป็นการป้องกันการทำลายเป็นหลักฐาน เมื่อผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวแล้วทางดีเอสไอก็สามารถพิจารณาพยานหลักฐานอื่นๆ หากไปถึงตรงไหนจะมีการดำเนินการทันที
ส่วนทางดีเอสไอจะออกหมายจับรวดเร็วเหมือนตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ ร.ต.อ.วิษณุ ระบุว่า ต้องว่ากันตามพยานหลักฐาน ซึ่งการจะออกหมายจับ พยานหลักฐานต้องตามสมควร ดีเอสไอมีการพิจารณาร่วมกับพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วย
ซึ่งการออกหมายจับผู้ต้องหาล็อตที่สอง ร.ต.อ.วิษณุ ไม่ได้ตอบชัดว่าจะออกหมายจับภายในระยะเวลาเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าทำให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยหน้างานที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางทำมาและดีเอสไอรับช่วงต่อ ยืนยันว่า ต้องทันก่อนฝากขังผลัดสุดท้ายของผู้ต้องหา ซึ่งหากเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้เพียง 4 ฝาก
แต่ถ้าพิจารณาความผิดจนสามารถแจ้งข้อหาเพิ่มใน พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จะรวมแล้วได้ 7 ฝาก ซึ่งต้องพิจารณาให้รวดเร็วรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะมีหนังสือเชิญอัยการสูงสุดมาเป็นที่ปรึกษาในคดี รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญทุกด้านที่เกี่ยวข้องมาดูเรื่องข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหา เพื่อให้คดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแถวสอง ร.ต.อ.วิษณุ ระบุว่า จะมาดูว่าอะไรที่มีลักษณะพฤติกรรมร่วมมากที่สุด ซึ่งต้องดูเจตนาด้วย
ส่วนที่ทนายบอสพอลบอกว่าจะส่งข้อมูลกลุ่มแม่ข่ายมาให้ก็เป็นเรื่องที่ดี จะต้องมาดูว่ามีลักษณะอย่างไรและมีพฤติการณ์สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้อย่างไรได้บ้าง ยืนยันว่าอะไรที่ส่งมาแล้วเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็ยินดี แต่เอกสารทั้งหมดต้องสอดรับกับพยานหลักฐานที่อ้าง และสอดรับกันทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ว่าเป็นคนละทิศทางกัน
ซึ่งลักษณะพฤติกรรมร่วม ขอพิจารณาเป็นรายไป เพราะตามกฎหมายใช้คำว่า “รู้หรือควรรู้” ดังนั้นถ้ารู้แต่อ้างว่าไม่รู้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาด้วย รวมถึงต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เส้นทางการเงิน ซึ่งจะบอกเองว่าใครได้รับประโยชน์และเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาล็อตแรกซึ่งอยู่ในเรือนจำ
ส่วนการรับแจ้งความจากผู้เสียหาย ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังรับดำเนินการอยู่ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจะแจ้งให้ทราบต่อไป ทางดีเอสไอและตำรวจสอบสวนกลางยังทำงานร่วมกันใน 2 มิติ คือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป และติดตามยึดทรัพย์เพื่อส่ง ปปง.ดำเนินการ
ส่วนกรณีเซิร์ฟเวอร์ที่ยึดได้ รวมถึงข้อมูลหลักฐานต่างๆ มีการเก็บเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไว้ในสำนวน ส่วนนาฬิกาที่ทนายของบอสพอลบอกว่าเป็นของบอสออฟนั้น ขณะนี้ผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมาว่าเป็นของแท้หรือของปลอม ซึ่งส่วนตัวมองไว้หลายประเด็น หากเป็นของแท้ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้เสียหาย แต่หากเป็นของปลอมก็เตรียมยึดของกลางในคดี เพราะมองได้ว่าอาจเป็นการใช้จัดฉากเพื่อหลอกลวงประชาชน
ส่วนรถหรูต่างๆ ที่ตำรวจสอบสวนกลางทยอยยึดไว้ก่อนหน้านี้ก็มีการบูรณาการร่วมกัน ซึ่งสุดท้ายจะต้องส่งไปให้ ปปง. ดำเนินการทั้งหมด