สังคม

"ชัยณรงค์" อดีตอัยการอาวุโส สารภาพ ช่วย “บอส” เพื่อนหลานสาวในฐานะเพื่อนมนุษย์

29 ส.ค. 2567

1.9K views

วันนี้ (29 ส.ค. 67) นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม อดีตอัยการอาวุโส เปิดเผยภายหลังเดินทางมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หลังตกเป็นจําเลย กรณีช่วยเปลี่ยนเเปลงความเร็วในคดีของ "บอส อยู่วิทยา" ที่ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต



นายชัยณรงค์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจและเสียใจ ซึ่งเรื่องนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายวิชา มหาคุณ ตรวจสอบมหากาพย์คดี “บอส อยู่วิทยา” ซึ่งวันนี้ 29 สิงหาคม 2567 รวมระยะเวลา 49 เดือน หรือ 4 ปี 1 เดือน พอดี ยอมรับตนรู้สึกอึดอัดใจและเสียใจมาก เพราะตนไม่ใช่ผู้กระทําความผิด แต่ถูกคณะกรรมการชุดต่างๆ ทั้ง ป.ป.ช. อัยการสูงสุด ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมและกีดกั้นเพื่อพิสูจน์ความจริง จนมาวันนี้รู้สึกดีใจเพราะศาลยุติธรรมจะเป็นที่เพิ่งสุดท้าย โดยตนจะนําพยานหลักฐานทั้งหมดที่ได้จากการฟ้องอดีต กอ. ในคดีหมิ่นประมาทฯ ซึ่งตอนนี้ตนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนพบว่ามีการตัดต่อเทปจาก 1 ใน 8 ผู้ต้องหา ทําให้ ป.ป.ช. อัยการ และอัยการสูงสุด นําหลักฐานดังกล่าวมาเอาผิดตนเอง ซึ่งตนได้มีการแจ้งความเอาผิดใน 7 คดี กับทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งอดีตและปัจจุบันรวมทั้งนายตํารวจที่ตัดต่อเทปไว้ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้แล้ว



อย่างไรก็ตาม นายชัยณรงค์ ยอมรับว่า ตนได้เข้าไปช่วยให้คําปรึกษาคดี “บอส อยู่วิทยา” เนื่องจากเป็นเพื่อนของหลานสาว โดนยืนยันว่าตนไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่สลึงเดียว ได้เพียงนํ้าใจเท่านั้น "ขาหนึ่งเป็นอัยการ อีกขาเป็นเพื่อนมนุษย์ เมื่อเพื่อนเดือดร้อนตนจะเข้าไปช่วยไม่ได้เลยหรืออย่างไร ก่อนจะช่วยตนได้ศึกษาข้อกฎหมายมาอย่างดี อีกทั้งตนเป็นอัยการมานานกว่า 30 ปี การเข้ามาช่วยให้คําปรึกษาสามารถทําได้ เพราะตนไม่มีอํานาจในการพิจารณาคดี"



ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมในจริยธรรมของข้าราชการ ในกระบวนการยุติธรรมนั้น นายชัยณรงค์ กล่าวด้วยนํ้าเสียงจริงจังว่า "สังคมจอมปลอม" พร้อมยกตัวอย่างเรื่องของตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่มีใครให้ความเป็นธรรม ในเรื่องที่ถูกปลอมแปลงเทป ซึ่งตนเตรียมที่จะเปิดเทปตัวเต็มในวันที่ 23 กันยายนนี้ หลังศาลไต่สวนมูลฟ้องคดีนายตํารวจตัดต่อเทป ครั้งที่ 4 เสร็จ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้



โดยภายหลังศาลพิจารณาคําร้องส่งฟ้องของอัยการรวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ จํานวน 9 ลัง 30 แฟ้ม มีความเห็นรับฟ้องคดีดังกล่าวและนัดสอบคําให้การในวันที่ 10 กันยายน 2567 เวลา 09.30 น. ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขณะที่ผู้ต้องหา 8 คน ได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล โดยใช้หลักทรัพย์ 200,000 บาท ซึ่งศาลพิจารณาแล้วสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และมารายงานตัวตามที่กําหนด



ขณะที่ต่อมาเวลา 12.10 น. พล.ต.อ.สมยศ ได้เดินทางออกมาจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยเปิดเผยว่าวันนี้ศาลให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์เงินสด 2 แสนบาท หลังจากนี้จะมีแนวทางการต่อสู้คดีอย่างไรให้เป็นหน้าที่ของทนายความ ในชั้นนี้ไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไรมาก ทุกอย่างอยู่ในขอบอำนาจของศาล ต้องให้เกียรติผู้พิพากษา



เมื่อถามว่ายืนยันในความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทนายต้องดำเนินการ



ด้าน นายสุเวช จอมพงค์ อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 กล่าวว่าในชั้นของพนักงานอัยการ เชื่อว่าสามารถเอาผิดผู้กระทําความผิดได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล และหากสุดท้ายมีผู้ต้องหาหรือจําเลยบางคนได้รับผลบวกหรือศาลยกฟ้อง ทางอัยการสูงสุดก็จะมาพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และหารือร่วมกับ ป.ป.ช. อีกครั้ง ซึ่งอัยการไม่เป็นห่วงในเรื่องของพยานหลักฐาน เพราะทางอัยการสูงสุดท่านได้กลั่นกรองมาอย่างดีที่สุดแล้ว



นายสุเวช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามพยานหลักฐานที่ ป.ป.ช. ไต่สวน มีความสมบูรณ์มากเพียงพอ ส่วนศาลจะพิจารณาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล และยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีวิ่งเต้นอย่างแน่นอน ส่วนคดีเก่าที่มีอัยการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นตนไม่ทราบเพราะเป็นคนละคดีกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ