สังคม

‘บิ๊กโจ๊ก’ เดินหน้าฟ้อง 3 บิ๊ก ตร. 'ต่อ-เต่า-ต่าย-เศรษฐา' หากไม่ได้กลับ สตช. ลั่นใครไม่โดนกับตัวไม่รู้

โดย petchpawee_k

25 มิ.ย. 2567

310 views

'บิ๊กโจ๊ก'  เดินหน้าฟ้อง “บิ๊กต่อ-เต่า-ต่าย และนายกฯ” หากไม่ได้กลับ สตช. ลั่นไม่ได้กลืนน้ำลายตัวเอง ใครไม่โดนกับตัวไม่รู้ ย้ำยังมีสถานะเป็น รอง ผบ.ตร. อยู่ หากได้กลับไปจะไปดูคำสั่งให้ออกจากราชการที่มีตำรวจถูกสั่งให้ออกราชการ 70-80 นายก่อนหน้านี้เป็นธรรมหรือไม่

วานนี้ (24 มิ.ย.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ตัวเองเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรณีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนกล่าวหาตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาศาลตามนัดไต่สวนมูลฟ้อง เบื้องต้นทราบว่าฝั่งของ พล.ต.ต.จรูญเกียติ ขอเลื่อนการนัดไต่สวน คาดว่าจะมาไต่สวนในครั้งหน้า ส่วนที่มีการจงใจใส่ความหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้น เนื่องจากผู้ถูกฟ้องได้นำข้อมูล ซึ่งอยู่ในสำนวนไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ทั้งที่รู้ว่าจะต้องมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทั้งที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มีหน้าที่เป็นเพียงพนักงานสอบสวน สิ่งที่ทำได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 คือการรวบรวมข้อมูล และส่งสำนวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไม่ได้มีอำนาจในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนรวมถึงแสดงความคิดเห็นเชิงวินิจฉัยหรือพิพากษาคดี


โดยการให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมาส่งผลทำให้สังคมเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้กระทำผิดไปแล้ว จึงจำเป็นต้องยื่นฟ้องเพื่อ คืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง อีกทั้งที่ผ่านมาเคยมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกา เคยสั่งจำคุกคดีที่มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือวินิจฉัยคดีชี้นำสังคมในลักษณะนี้มาแล้ว ยืนยันว่าจะไม่มีการยอมความ หรือไกล่เกลี่ยอย่างแน่นอน


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังกล่าวถึง กรณีที่ก่อนหน้านี้เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หากได้กลับเข้ามาสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะถอนฟ้องคดีความทั้งหมด แต่กลับยังเดินหน้าฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ อดีตรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมถึงนายเศรษฐา ทวีศิลป์ นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่การกลืนน้ำลาย แต่ต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง และยืนยัน ไม่ได้เล่นปาหี่ แต่ขณะนี้คำสั่งที่ให้ตนเองออกจากราชการ ซึ่งกฤษฎีกามีคำวินิจฉัย ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปดำเนินการแก้ไขนั้นยังคงอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รอให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ดำเนินการแก้ไข ตั้งแต่ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการ ผบ.ตร. แล้ว แต่กลับยังเพิกเฉย


ในวันนี้ (24 มิ.ย.) เวลา 11.00 น. จึงจะเดินทางไปร้อง ปปช. เอาผิดมาตรา 157 กับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เพราะคำสั่งดังกล่าว จะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มี พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนก่อนทำให้คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ส่วนกรณี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่กลับเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว หากยังไม่ดำเนินการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีอำนาจ ก็จะเดินหน้าฟ้องร้องในสัปดาห์หน้าด้วย


ส่วนกูรูที่พยายามออกมาให้คำแนะนำข้อกฎหมายกับอนุฯ ก.ตร. ว่าคำสั่งของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐนั้นชอบด้วยกฎหมายนั้น ซึ่งขัดกับคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นมือกฎหมายของรัฐบาลนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่า ตามหลักกฎหมานอนุฯ ก.ตร. ไม่มีหน้าที่วินิจฉัยคำร้องทุกข์ แต่เป็นอำนาจของ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ที่มีอำนาจใช้ระบบการไต่สวนฟังความทั้ง 2 ด้าน ไม่เหมือนอนุฯ ก.ตร. ที่ฟังความข้างเดียว จึงต้องไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ ก.พค.ตร. เพราะสามารถทำได้ 2 ช่องทาง ทั้ง ก.ตร. และ ก.พค.ตร. และเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ซึ่งมีอำนาจนำเรื่องเข้าที่ประชุมและพิจารณาได้ ว่า เห็นด้วยหรือไม่ได้ แต่หากนายกรัฐมนตรีเพิกเฉยในการพิจารณา ก็จะดำเนินคดี ม.157 กับนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน


ส่วนกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่ามีมติ 10:0 ว่าคำสั่งดังให้ตัวเองออกจากราชการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมติดังกล่าวจะทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับมาทำหน้าที่ รอง ผบ.ตร.เลยหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่า ส่วนตัวไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ เพราะถือเป็นศาลปกครองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีอำนาจชี้ว่าจะให้กลับไปทำหน้าเลยได้หรือไม่


แม้ว่าผลของกฤษฎีกา จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่กฤษฎีกาถือเป็นมือกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาในคดีอื่นๆ ศาลก็รับฟังความเห็นของกฤษฎีกา พร้อมย้ำว่า อย่าลืมว่า องค์คณะกรรมการกฤษฎีกามีใครบ้าง มีทั้ง อดีตประธานศาลฎีกา/อดีตเลขากฤษฎีกาและปลัดกระทรวงยุติธรรมฉะนั้นมติ10:0ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด


ส่วน พล.ต.อสุรเชษฐ์ จะกลับเข้า ตร. เมื่อไหร่ บอกว่า จะกลับหรือไม่นั้น ต้องว่าไปตามกฎหมาย พร้อมบอกว่า “ถ้าวันนี้ยังให้ความยุติธรรมกับตัวเองไม่ได้แล้วจะให้ความยุติธรรมกับตำรวจและประชาชนได้อย่างไร”


ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หลายฝ่ายมองว่า เรื่องการกลับเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีดีลให้ทุกคนกลับเข้ารับตำแหน่งเหมือนเดิมอยู่แล้ว และจบเหมือนละครแฮปปี้เอนดิ้งใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ตนเองเป็นคนที่ยึดตามหลักการแบบนี้มานานแล้ว เหมือนในอดีตที่เคยฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่ายึดหลักยุติธรรมซึ่งครั้งนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการกลั่นแกล้งรังแกตัดแข้งตัดขาและสังคมก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ย้อนถามกลับว่า ทำไมถึงไม่เพิกถอนคำสั่งออกจากข้าราชการเสียที ปล่อยให้เป็น รอง ผบ.ตร. ลอยไปลอยมาแบบนี้ ตามหลักแล้ว สามารถเข้าประชุม ก.ตร. ได้ แต่ไม่เลือกที่จะทำเพราะถือเป็นการให้เกียรติ พร้อมยืนยันว่า ตนเองยังมีสถานะเป็น รอง ผบ.ตร. อยู่ หากตนเองได้กลับไป จะไปดูคำสั่งให้ออกจากราชการที่มีตำรวจถูกสั่งให้ออกราชการ 70-80 นายก่อนหน้านี้ว่าเป็นธรรมหรือไม่


ส่วนที่นายกรัฐมนตรีได้บอกว่า หากส่งทั้งคู่กลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติหวังว่าจะปรองดองภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรใหญ่ จะปรองดองหรือไม่ขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งนายกฯ จะต้องเดินหน้า ปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ลอยตัว ถ้านายกฯ ไม่ตัดสินใจ องค์กรก็จะอยู่ไปแบบนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำ

ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกฯ ออกมาแถลงแทนนายกฯ ในคำสั่งย้ายกลับ ผบ.ตร. จะถือเป็นการลอยตัวของนายกฯ หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่า นายกฯ จะต้องทำหน้าที่ ถ้าท่านไม่ลอยตัวและตัดสินใจทุกอย่างก็จะไม่เกิด ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับผู้นำ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีรัฐมนตรีประจำกระทรวง ฉะนั้นนายกฯก็เปรียบเหมือนรัฐมนตรีประจำกระทรวงเมื่อมีปัญหาจะต้องลงมาแก้ไข

-------------------

"บิ๊กต่าย" ลั่นไม่คิดถูกเช็กบิล หลัง “บิ๊กโจ๊ก” จ่อยื่นป.ป.ช. ยันเซ็นปลดสุจริต ถือเป็นสิทธิ์เจ้าตัวฟ้อง ย้ำหากเกิดอะไรขึ้น ก็น้อมรับ ร้องโอ้โห ไร้สัญญาใจนั่งผบ.ตร. แค่คิดก็ไม่เคย ไม่หวั่นตายเดี่ยว ธรรมะเข้าสู้ บอกเกิดมาก็ต้องตาย

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะไปร้องกับป.ป.ช.เพื่อเอาผิดตอนนี้ออกคำสั่ง ให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ คิดหรือไม่ว่าวันนึงจะมาถึงจุดนี้ ในฐานะที่เป็นคนเซ็นคำสั่ง ว่า ส่วนตัวเพิ่งทราบว่าจะมีการไปยื่นร้องจากสื่อมวลชน ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของท่าน ตอนนี้ตนทำหน้าที่รองผบ.ตร.แล้ว ไม่ได้รักษาการ โดยในกระบวนการพิจารณา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ได้ไปยื่นอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ จากนี้ก็ต้องรอให้พิจารณา


ส่วนการมองว่าการออกพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่ามีนักกฎหมายออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ แตกต่างกันออกไปก็รับฟัง แต่ตอนนี้มีแต่การออกมาบอกว่าสิ่งนั้นไม่ชอบ สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง แต่มีท่านใดที่ได้ดูข้อเท็จจริงบ้างหรือไม่ เรากำลังคิดว่าคำสั่งนี้ไม่ถูกต้องคำสั่งนี้ขัดกฎหมาย หรือใช้กฎหมายเก่า แต่ต้องไม่ลืมว่า พ.ร.บ.ตำรวจ ออกปี 65 ส่วนตนปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคำสั่งอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การนำกฎหมานปี 65 มาใช้ ถือเป็นฐาน ก็ต้องพูดตรงๆ ว่ามีใครหยิบมาพิจารณาหรือไม่ ในเรื่องพฤติกรรมความร้ายแรงแห่งคดี มาประกอบกับข้อเท็จจริงกับกฎหมาย อยากให้ไปดูตรงนี้

ส่วนที่กฤษฎีกา ให้ความเห็นมาแล้วว่าคำสั่งดังกล่าวนั้นไม่ชอบด้วยกฏหมายและให้กลับมาดำเนินการใหม่นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ไม่ขอออกความเห็น และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์อะไร พร้อมย้ำว่ากฤษฎีกาก็เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐบาล และเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ความเห็นใดใดที่เป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย ทุกหน่วยย่อมถือปฏิบัติ ข้อสังเกตเราก็รับไว้ และดูว่าสามารถที่จะทำได้หรือไม่อย่างไร

เมื่อย้อนกลับไปตอนเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตอนเซ็นคำสั่งไตร่ตรองอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่อย่างไร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุ เป็นช่วงที่ตนเข้ามาเป็นรักษาการผบ.ตร. สิ่งต่างๆเข้ามา ในจุดนั้นพอดี เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ดุลย์พินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมายระเบียบและคำสั่งและกฎกฎกตร. ที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบคอบแล้ว ดังนั้นตนจึงขอดูข้อเท็จจริงเราอย่าไปมีมุมมองแค่ว่าสิ่งนั้นผิดสิ่งนั้นถูก เพราะ เป็นสิทธิ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ มองว่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องพิจารณาจากหลักฐานและเรื่องต่างๆประกอบกัน ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่าคำสั่งนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไรนั้น ก็อยู่ที่องค์กรอิสระและคณะกรรมการต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ส่วนความสงบภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหากถูกฟ้องคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ตนในฐานะรักษาการ ก็มีหน้าที่ รับคำสั่งมา ทำงานทุกวันนี้ก็ทำงาน มีหน้าที่อย่างไรก็ทำ ตนก็เห็นว่าตำรวจก็ร่วมมือร่วมแรงกัน ส่วนประเด็นต่างๆเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเรื่องความขัดแย้งคณะกรรมการ ของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ก็ชัดชัดเจนโดยนายวิษณุเครืองามก็ออกมาแถลงว่ามีความขัดแย้งกันจริง สิ่งนั้นเป็นความเห็นของคณะกรรมการตนไม่มีความเห็นอะไร แต่ตำรวจเองที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อศักดิ์กลับมา ก็ยังไม่ปรากฏเรื่องที่ต้องขัดแย้งอะไรกัน ถึงแม้จะมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านไหนกลับมาอีก ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้เกิดความชัดเจน ในเรื่องของการกล่าวหาและเคลียร์หลักฐานต่างๆ กลับมาตนก็พร้อมที่จะทำงานในฐานะรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนใครจะฟ้องร้องก็เป็นสิทธิ์ของท่านตนก็ใช้สิทธิ์แก้ต่างไป

เมื่อตอนนี้เป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วจะถูกเช็คบิล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่าไม่เคยคิดว่าจะถูกเช็คบิล เป็นสิทธิ์ของแต่ละท่านที่จะดำเนินการทั้งทางกฎหมายทางวินัย กับตนได้อยู่แล้ว แต่ตนได้ถือปฏิบัติบนความสุจริตเป็นที่ตั้ง และทำเพื่อองค์กรดังนั้นการทำเพื่อองค์กรเราก็ต้องดูเรื่องกฎหมายและข้อเท็จจริงระเบียบคำสั่งประกอบแล้ว ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็พร้อมรับ ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็พร้อมรับ


ส่วนยังมั่นใจหรือไม่ว่าจะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไป พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ถึงกับ ร้องโอ้โห อย่าใช้คำว่ามั่นใจครับ คิดยังไม่เคยคิด ส่วนมีสัญญาใจหรือไม่ว่าท่านอาจจะมีโอกาสได้ขึ้นมา ยืนยันว่าไม่มีสัญญาใจ ตนไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย คิดอย่างเดียวว่าได้ทำหน้าที่อะไรก็ต้องทำ แค่นั้น

ส่วนการวิเคราะห์ว่าเหมือนท่านตายเดี่ยว ในรอบนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ถึงกับหัวเราะและยืนยันว่าเกิดมาก็ต้องตาย ทุกคนเกิดมาต้องตายไม่มีใครหลุดพ้นความตายเป็นธรรมะอย่างหนึ่งดังนั้นเมื่อความตายมาเยือน เราก็ต้องพร้อมที่จะรับความตาย แต่เราอยู่ในพื้นฐานของความสุจริตใจและความโปร่งใสปฏิบัติตามหลักนิติธรรมเพื่อองค์กร ดังนั้นก็พร้อมที่จะรับทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนที่มีการประชุม ก.ตร. ในวันที่ 26 มิ.ย. นี้ ประชุมซึ่งคาดว่าจะมีวาระของบิ๊กโจ๊กเข้าสู่ที่ประชุมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยอมรับว่ามีการประชุม และทราบวาระแล้ว แต่ขอไม่เปิดเผย เพราะเป็นเรื่องของการประชุม ส่วนที่ประชุมจากอภิปรายหรือมีความเห็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่กรรมการแต่ละคน

รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/ybwFLxxFt-8



คุณอาจสนใจ

Related News